ข่าว

ทหารเขมรตรึงกำลังนับพันเสริมอาวุธหนักติดไทย

ทหารเขมรตรึงกำลังนับพันเสริมอาวุธหนักติดไทย

10 ก.พ. 2553

ทหารกัมพูชาตรึงกำลังนับพันประชิดชายแดน ฝั่ง อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมเสริมอาวุธหนักทั้งรถถัง รถหุ้มเกราะ ขณะที่ทหารไทยยังตรึงกำลังคุมเข้มบริเวณปราสาทตาเมือนธรม จ.สุรินทร์ พร้อมไม่อนุญาตให้ท่องเที่ยวเข้าชม ส่วนชาวบ้านชายแดนผวาสงคราม ไม่กล้าออกทำไร่ทำนา

 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านปราสาทตาเมือนธม ต. ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์   หลังจากสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาไม่ได้เดินทางเข้ามายังพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ในส่วนนักท่องเที่ยวจะเดินทางมาชม ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ทหาร ยังไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชม พร้อมตรึงกำลังไว้เหนียวแน่น

  เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ทางเข้าปราสาทตาเมือนธม ห่างจากตัวปราสาทตาเมือนธมประมาณ 2 กิโลเมตร ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพันทหารราบที่ 23 พลทหารราบที่ 3 สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหารพรานกรมทหารพรานที่ 23 กองกำลังสุรนารี ได้ใช้ลวดหนามสนามมาปิดกั้นทางเข้าปราสาทตาเมือนธม โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารดังกล่าวมาเฝ้าดูแลอยู่เพื่อมิให้บุคคลภายนอกและนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมปราสาทตาเมือนธม

 ทั้งนี้เนื่องจากทางทิศใต้ห่างจากปราสาทตาเมือนธม มีกำลังทหารของกัมพูชาจำนวนนับพัน พร้อมอาวุธหนัก รถหุ้มเกาะ และรถถัง จำนวน 6 คัน ได้เสริมกำลังเข้ามาในพื้นที่โอสวาย ใกล้กับ อ.ภูสิงห์ ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาประมาณ 3 กิโลเมตร ที่ปราสาทเขาพระวิหาร และพื้นที่ปราสาทตาเมือนธมจำนวนนับพันคน

 ทางด้านกองพันทหารราบที่ 23 กรมทหาราบที่ 3 และอาสาสมัครทหารพรานกรมทหารพรานที่ 26 ได้นำกำลังเข้าตรึงบริเวณชายแดนในพื้นที่ของปราสาทตาเมือนธมเพื่อตรึงกำลังเอาไว้ โดยยังมิให้นักท่องเที่ยว หรือบุคลภายนอกผ่านเข้าไปยังปราสาทตาเมือนธม (ภาพกำลังทหารและอาวุธสงครามจากข่าวทีวีช่อง 5 กัมพูชา)

 ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า ชาวบ้านหนองคันนา ม.8 ต.ตาเมียง ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทตาเมือนธมประมาณ 7 กม. มีราษฎรอาศัยอยู่  250 หลังคาเรือน ยังวิตกกับเหตุการณ์เหตุการณ์ หลังจากที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชามาเปิดหมู่บ้านที่โอรูมจง และเปลี่ยนชื่อเป็นหมู่บ้าน “ตาเมือน” เหมือนกับหมู่บ้านของไทย และกลุ่มปราสาทตาเมือน พร้อมกับเปิดที่ทำการกองพันทหารชายแดนที่ 422 และเปิดก่อสร้างถนนเข้ามาติดประสาทตาเมือนธม จนทำให้ชาวบ้านไม่กล้าออกไปทำไร่-ทำนาตามพื้นที่บริเวณชายแดนได้เหมือนปกติ พร้อมกับได้ติดตามสถานการณ์ทางทีวี วิทยุ และหนังสือพิมพ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งชาวบ้านทุกคนได้แต่ภาวนาขออย่าให้เกิดสงครามเหมือนในอดีต