ข่าว

ค่าเงินบาทในทัศนะของกบนอกกะลา

ค่าเงินบาทในทัศนะของกบนอกกะลา

11 ก.พ. 2553

ในสัปดาห์ที่แล้วมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินบาท กล่าวคือธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีประกาศเปลี่ยนแปลงกำหนด มาตรการผ่อนคลายเกณฑ์การดูแลเงินทุนไหลออก ซึ่งเรื่องนี้สำหรับชาวบ้านนอกวงการค้าการเงินคงจะไม่ได้ให้ความใส่ใจมากนัก แต่ควา

 มาตรการของ ธปท.ที่ว่านั้นครอบคลุมวิธีปฏิบัติในการส่งเงินไปต่างประเทศหลายเรื่อง แต่สรุปได้ว่าต่อจากนี้ไปนักธุรกิจไทยจะส่งเงินไปลงทุนในต่างประเทศโดยตรง เช่น ไปลงทุนสร้างธุรกิจหรือขยายธุรกิจได้โดยไม่มีข้อจำกัด (เดิมจำกัดไว้แค่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) และการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศก็ทำได้มากขึ้นยิ่งกว่านั้น ใครจะนำเงินไปซื้ออาคารที่ดินก็อนุญาตให้ถึงรายละ 350 ล้านบาทต่อปี เหล่านี้เป็นอาทิ

 คำว่าส่งเงินไปลงทุนในต่างประเทศไม่ได้แปลว่าขนเงินบาทออกไปตรงๆ แต่ต้องแลกเงินตราต่างประเทศที่จะเอาไปลงทุน การกระทำเช่นนี้ ธปท.คิดว่าตามหลักซัพพลาย ดีมานด์แล้วเงินตราต่างประเทศจะถูกดูดซับออกไปทำให้ความต้องการเงินต่างประเทศสูงขึ้น ผลสุดท้ายที่คาดก็คือ จะทำให้เงินบาทของเรามีค่าแข็งขึ้น เช่น เมื่อก่อนใช้มาตรการเหล่านี้จะแลกเงิน 1ดอลลาร์สหรัฐ จะต้องใช้เงินไทย 33.18 บาท แต่ถ้ามาตรการเหล่านี้มีผลก็จะใช้เงินบาทเพิ่มขึ้น เช่น 33.50 บาท หรืออาจจะถึง 37 บาท ซึ่งผู้ส่งออก (มักง่าย) ก็จะชอบใจ เพราะของที่ขายอยู่ในราคาเดิม เช่น เคยขายอยู่ในราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ ก็จะได้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 3,700 บาท สูงกว่าเดิม 382 บาท โดยไม่ต้องออกแรงอะไรเลย

 ทันทีที่ ธปท.ประกาศมาตรการนี้ออกไปก็มีเสียงขานรับจาก นักปฏิบัติสาวกนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ประปราย ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยว่า จะช่วยทำให้เงินบาทไม่แข็งตัวมากนัก (ใช้เงินไทยใกล้เคียงกับวันก่อนประกาศมาตรการ) ผู้ที่ออกมาท้วงติงประปรายก็มีอยู่ว่าจะทำให้ดอกเบี้ยภายในประเทศสูงเร็วขึ้น และบ้างก็ว่ายุคนี้ไทยต้องการเงินลงทุนแล้วทำไม ธปท.จึงกลับเปิดประตูให้เงินทุนไหลออกไปนอกประเทศอย่างง่ายๆ เสียอีก

 เรื่องนี้ผมมีโอกาสสนทนากับนักเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก ซึ่งเขาไม่ได้สนใจกับหัวข้อข้างต้นที่พูดกันเลย ไม่สนใจด้วยซ้ำไปว่า มาตรการนี้จะได้ผลในการชะลอค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นหรือไม่ แต่เขากลับตั้งประเด็นใหม่ว่า การที่ไม่ปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นตามธรรมชาติจนถึงอัตราที่เคยเป็น (20 กว่าบาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ) นั้นเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องหรือไม่

 เขายกประเด็นว่า การจะทำค่าเงินให้อ่อนกว่าความเป็นจริงนั้น เพื่อประโยชน์ของผู้ส่งออกนั้นเป็นความคิดที่ล้าหลังเพราะการแทรกแซงให้ค่าเงินบาทอ่อนจะทำให้ประชาชนหลายกลุ่มในสังคมเศรษฐกิจแบบบ้านเรากระทบกระเทือน เช่น ชาวบ้านต้องจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงแพงขึ้นและอื่นๆ ผู้ที่เสวยผลประโยชน์กลุ่มเดียวคือ ผู้ส่งออกมักง่ายที่จะอาศัยอัตราแลกเปลี่ยนเป็นตัวสร้างความได้เปรียบในการค้า โดยไม่ได้สนใจปรับปรุงสินค้าของตนให้ดีขึ้นหรือต้นทุนผลิตอย่างอื่นให้ต่ำลง เรื่องนี้คงต้องพูดกันยาว แต่หน้ากระดาษจำกัดจึงผลัดไว้คราวอื่น

 สัปดาห์ที่แล้วผมได้นำเอาคำพูดของนักเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก จอร์จ โซรอส ที่พูดไว้ในที่ประชุมสภาเศรษฐกิจโลกว่า ระวังลูกโป่งจะแตกจากราคาทองคำ คนฟังหัวเราะกันทั่วห้องประชุม แล้ว 3-4 วันต่อมาราคาทองก็ลดฮวบ ในบ้านเราบางวันทองตกลงถึงบาทละ 600 บาท ฉะนั้นการฟังกบนอกกะลาพูดเอาไว้บ้างก็จะดี