ข่าว

ผวาฆ่าปิดปากตี๋แพะขอนแก่นผบ.เรือนจำสั่งขังเดี่ยว

ผวาฆ่าปิดปากตี๋แพะขอนแก่นผบ.เรือนจำสั่งขังเดี่ยว

10 ก.พ. 2553

ผบ.เรือนจำกลางขอนแก่น ผวาฆ่าปิดปากตี๋แพะขอนแก่น จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง หลังไม่รับสารภาพจนเป็นคดีเผชิญหน้ากับตำรวจ ญาติเตรียมยื่น ปปช.ขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวน อัยการจังหวัดชี้หลักฐานยังอ่อน แนะทางออก ตร.ให้แยกฟ้องปล่อยแพะไป

 (10 ก.พ.)ความพยายามของตำรวจสภ.เมือง ขอนแก่น ที่จะสอบสวนเพิ่มเติมนายนายตี๋ ผู้ต้องหาร่วมกันชิงทรัพย์จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ในคดีฆ่าน.ส.เปรมฤดี โฮชิน อายุ 23 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจ ม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้รับสารภาพว่า เคยขึ้นไปยังห้องพัก น.ส.เปรมฤดี ผู้ตาย เพื่อให้สอดคล้องกับหลักฐานลายนิ้วมือ ที่ตำรวจอ้างว่า ลายมือแฝงที่เก็บจากขวดน้ำในห้องพักของผู้ตายตรงกับลายมือของนายตี๋

 ก่อนจะออกหมายจับนายตี๋ พร้อมขอฝากขังตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. ถึง วันที่ 17 ก.พ.พร้อมตั้งวงเงินประกันไว้ 7 แสนบาท แต่หลังจากการสอบเพิ่มเติม ที่นายตี๋ ถูกกักขังในเรือนจำกลางขอนแก่น นายตี๋ยังปฏิเสธว่า ไม่เคยขึ้นไปยังห้องพักผู้ตาย จนทำให้พนักงานสอบสวนไม่สามารถทำเรื่องถึงศาลเพื่อขอปล่อยตัวนายตี๋ได้ เพราะหลักฐานยังแย้งกัน

 ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับ นายปรเมษฐ์  หรือ อู๊ด มูลนินทา อายุ 26 ปี และนายปรเมษฐ์ ได้รับสารภาพว่า ลงมือฆ่า น.ส.เปรมฤดี เพียงคนเดียว และยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงระหว่างนายปรเมษฐ์ กับนายตี๋ได้นั้น  โดยจากการให้การของนายตี๋ ยังยืนยันในคำให้การเดิมในชั้นสอบสวนว่า ไม่เคยขึ้นไปห้องพักผู้ตายทำให้ตำรวจไม่มีทางออก เนื่องจากหลักฐานที่ออกหมายจับนายตี๋ มีเพียงลายนิ้วมือ และรายการโทรศัพท์ที่นายตี๋ เคยใช้โทรศัพท์ของเพื่อนโทรหาผู้ตาย ทำให้ญาติของนายตี๋ เป็นห่วงในความปลอดภัยของนายตี๋ ที่ยังถูกคุมขังในเรือนจำกลางขอนแก่น

 เนื่องจากขณะนี้นายตี๋ เกิดความเครียด เพราะตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. จนถึงวันที่ 6 ก.พ.ที่ถูกกักตัวสอบสวนที่ สภ.เมืองขอนแก่น และถูกนำตัวมาคุมขังที่เรือนจำกลางฯนั้น นายตี๋ เกิดอาการเครียด ไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตัวอง โดยญาติระบุว่า นายตี๋ กลัวว่าเขาจะถูกฆ่าปิดปากในเรือนจำ เนื่องจากการปฏิเสธของเขาทำให้ตำรวจไม่มีทางออก   

 ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายมนู วิวัฒนวานิช ผบ.เรือนจำกลางขอนแก่น ถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยนายตี๋ ภายในเรือนจำ หลังผู้ต้องหาเกิดความเครียด และญาติหวั่นว่าจะไม่ปลอดภัย โดยนายมนู กล่าวว่าข้อวิตกกังวลของญาติๆ นายตี๋ อาจเกิดความไม่ปลอดภัยและกลัวถูกฆ่าปิดปากนั้น เรื่องนี้รับรองว่าไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากทางเรือนจำมีการดูแลนายตี๋ เป็นอย่างดี โดยหลังจากที่สาธารณชนรับรู้เรื่องนี้ ได้สั่งให้แยกนายตี๋ ออกไปควบคุมตัวในที่ปลอดภัย โดยไม่คุมขังรวมกับคนอื่น และจัดเจ้าหน้าที่ ฝ่ายควบคุมผู้แลผู้ต้องขังเฝ้าตลอด 24 ชั่งโมง จึงขอให้ญาติ หรือ คนอื่นๆมั่นใจได้ว่า กรณีที่นายตี๋ จะถูกฆ่าปิดปากในเรือนจำนั้น จะไม่เกิด และจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องอย่างนี้โดยเด็ดขาด

 "ถ้ามีเหตุการณ์ที่นายตี๋เสียชีวิต ทั้งจากการฆ่า หรือนายตี๋ ฆ่าตัวตายในเรือนจำจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ทุกคนก็ต้องถูกสอบสวนไปหมด ซึ่งในเรื่องนี้ผมขอยืนยันว่า นายตี๋ จะถูกฆ่าปิดปากในเรือนจำเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งทางเรือนจำก็ดูแลนายตี่เป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่เรือนจำทุกนายดูแลเข้มงวด ใครไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะไม่ให้เข้าพบหรือพุดคุยด้วยเด็ดขาด " ผบ.เรือนจำกลางจังหวัดขอนแก่น กล่าว
ขณะที่ญาตินายตี๋ ที่เข้าไปเยี่ยมนายตี๋ ในเรือนจำ วันนี้(10 ก.พ.) เปิดเผยว่า หลังแยกขังนายตี๋ยิ่งเครียดมากขึ้น เพราะเขาไม่รู้สาเหตุที่เขาถูกแยกขัง และไม่มีใครอธิบายให้เขาฟังถึงสาเหตุที่เขาต้องถูกแยกขังเดี่ยว เนื่องตอนนี้นายตี๋ รู้ตัวว่า ตนกลายเป็นคู่กรณีกับตำรวจที่เกี่ยวข้องหลายนายไปแล้ว หลังจากที่ตำรวจพยายามเกลี้ยกล่อมนายตี๋ และญาติ เพื่อให้รับเพียงว่า เคยขึ้นไปห้องของผู้ตาย เพื่อให้ตรงกับหลักฐานที่ตำรวจอ้าง แต่นายตี๋ยังปฏิเสธ

 แต่เมื่อผู้บัญชาการเรือนจำขอนแก่นได้ออกมายืนยันว่าดูแลตี๋อย่างดี และไม่มีทางที่จะเกิดเรื่องการฆ่าปิดปากขึ้นในเรือนจำขึ้นได้ ก็ทำให้ญาติพอจะสบายใจบ้าง แต่ด้วยความเป็นห่วงก็กังวลอยู่ดีเพราะเรื่องนี้นายตี๋ที่อยู่ในเรือนจำยังไม่ทราบสาเหตุของการแยกขังคืออะไรกันแน่

 และวันเดียวกัน นางกองเพ็ชร จรุญชาติ อายุ 66 ปี มารดานายตี๋ เดินทางไปพบ นายกิตติบดี ใยพูล คณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อขอความช่วยเหลือโดย นายกิตติบดี  กล่าวว่า ฟังจากที่ได้ตรวจสอบคำให้การของแฟนสาวนายตี๋ ก็พอจะทราบได้ว่า การจับกุมเป็นเจตนาคลุมเครืออยู่บางเรื่อง  ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับกฎหมาย ก็พอที่จะทราบว่าเรื่องนี้น่าจะมีความไม่เป็นธรรม  จากกระบวนการกฎหมาย  ก็สามารถร้องขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวนได้
 
 โดยร้องเรียนไปยัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เพื่อที่จะขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน หากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม  โดยคณะนิติศาสตร์ก็ยินดีที่จะร่างแบบร้องให้ และการร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนให้ช่วยเป็นตัวกลางก็เป็นสิ่งวที่ชอบธรรม  ดังนั้นเวลาที่ไปเรียกร้องความเป็นธรรม หาก ปปช.รับเรื่องก็จะไปยื่นต่อศาลให้ภายใน 7 วัน แล้วศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าคดีดังกล่าวมีเหตุอันควรที่จะฝากขังต่อไปได้หรือไม่
 
 นายกิตติบดี ยังแนะนำญาตินายตี๋  ให้ตรวจสอบว่า ความสัมพันธ์ของนายตี๋ กับ นายปรเมศร์ ผู้ต้องหาที่สารภาพว่า ลงมือฆ่า น.ส.เปรมฤดี แต่คนเดียวว่ารู้จักมักคุ้นกันมาก่อนหรือไม่  ในวันเกิดเหตุพอจะมีใครสามารถเป็นพยานได้ว่านายตี่ ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ  โดยเฉพาะพยานที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง  ญาติพี่น้องกันบนายตี๋ มีใครรู้เห็นหรือไม่ว่านายตี๋ อยู่ที่ไหนในขณะที่เกิดเหตุ  เพื่อที่จะเตรียมไว้เป็นพยาน  และหลังจากนั้นก็สามารถส่งหนังสือไปยื่นขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

 ซึ่งการขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวนจะต้องมีเหตุผลเพียงพอ  เช่น หากมีหลักฐานว่า ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา และมีการควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ 4  วัน  ซึ่งแนวปฏิบัติเช่นนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง  และหากเป็นความผิดซึ่งหน้า ต้องสืบสวนก่อนแล้วจึงค่อยมาสอบสวน  ถ้าจับก่อนแล้วค่อยมาสืบสวนเท่ากับต้องการทำให้ผู้เสียหายนั้นผิดเป็นกระบวนการที่ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน

 " ขอแนะนำนายตี๋มั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องไปรับสารภาพ  ไม่ต้องยอม อยากให้สู้ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนให้ปฏิเสธตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนแต่ไม่ใช่ปฏิเสธขอไปให้การในชั้นศาล  ปัจจุบันผู้ต้องหามักจะปฏิเสธไปให้การในชั้นศาลซึ่งเท่ากับเป็นการยอมรับความผิดไปในตัว และพยานหลักฐานในการที่ตำรวจใช้เป็นหลักฐานในการฆ่าก็ต้องมีน้ำหนักเพียงพอ" นายกิตติบดี กล่าว   

 นายกิตติบดี กล่าวอีกว่า หากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม  สามารถที่จะเปลี่ยนพนักงานสอบสวนได้เพื่อความโปร่งใส  และการขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวนจะต้องมีเหตุผลเพียงพอ  เช่น  การควบคุมตัวผู้ต้องหาโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาและมีการควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ 4  วัน ซึ่งแนวปฏิบัติเช่นนี้ ถือว่าไม่ถูกต้อง  และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในความผิดซึ่งหน้า  ต้องสืบสวนก่อนแล้วจึงค่อยมาสอบสวน  ถ้าจับก่อนแล้วค่อยมาสืบสวนเท่ากับต้องการทำให้ผู้เสียหายนั้นผิดเป็นกระบวนการที่ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน  ฉะนั้นหากทางญาติผู้เสียหายต้องการที่จะให้คณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น ช่วยเหลือก็ยินดีที่จะเป็นที่ปรึกษาและตรวจร่างสำนวนตามกระบวนการนี้ได้” นายกิตติบดีกล่าว

 หลังจาก นางกองเพ็ชร เดินทางเข้าพบ นายมงคล  จิระชัย อัยการ จ.ขอนแก่น เพื่อขอความช่วยเหลือ โดยนายมงคล ได้กล่าวว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ส่งสำนวนการสอบสวนคดีของนายตี๋ มาให้ ซึ่งเชื่อว่าขณะนี้ตำรวจเองก็กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาอยู่

 ซึ่งหากตำรวจมีการส่งสำนวนมาในชั้นอัยการ ก็จะเร่งพิจารณา โดยส่งมอบไปยังอธิบดีอัยการเขต 4 เป็นผู้พิจารณา เพื่อพิจารณาเป็นพิเศษ  ซึ่งจะต้องดูในรายละเอียดการสอบสวน หากพบว่าหลักฐานไม่เกี่ยวข้อง และไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอก็จะไม่ส่งฟ้องศาลเพราะเรื่องนี้ถือเป็นคดีสำคัญ

 นายมงคล กล่าวว่า ผู้ต้องหา ยังอยู่ในช่วงการฝากขังของ ศาล จังหวัดขอนแก่นเพื่อรอการส่งสำนวนฟ้องจากพนักงานสอบสวนมายัง อัยการภายใน 84 วัน นับจากวันที่ 6 ก.พ. หากยังไม่มีการส่งสำนวนมาก็ต้องปล่อยผู้ต้องหา ออกจากเรือนจำ จ.ขอนแก่น และหากญาติต้องการที่จะประกันตัวก็สามารถไปขอประกันตัวที่ศาลจังหวัดขอนแก่นได้ ซึ่งเชื่อว่าเงินประกันจะไม่สูงถึง 7 แสนบาท ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งไว้   และครั้งสุดท้ายที่ตำรวจสอบสวนมาไม่มีหลักฐานอย่างอื่น พอที่จะยืนยันได้ว่าผู้ต้องหาร่วมทำผิดด้วย  แค่เพียงลายนิ้วมืออย่างเดียวฐานความผิดมันยังไม่เพียงพอ  ตำรวจอาจจะสั่งยกเลิกฟ้องในส่วนของนายตี๋ก็ทำได้ โดยจะสั่งฟ้องในส่วนของนายปรเมศร์ คนเดียวเพราะเขาก็ได้รับสารภาพไปแล้วว่าทำคนเดียว   และตอนนี้เมื่อฝากขังเรือนจำแล้วก็อยู่ในอำนาจของศาลแล้ว  ตำรวจไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว

 “หากนายตี๋ ยืนยันว่าไม่ได้มีการกระทำความผิดจริง ก็ขอให้ต่อสู้จนถึงที่สุด ไม่ต้องไปยอมรับหรือเซ็นต์ยินยอมตามที่ตำรวจร้องขอมา เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ และหากต้องการที่จะเรียกร้องขอความเป็นธรรมก็สามารถที่จะทำได้เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ หรือหากจะฟ้องร้องเรียกร้องค่าเยียวยาก็ทำได้ตามกฎหมายกำหนด” นายมงคล กล่าว
 
 ขณะที่ นางกองเพ็ชร จรูญชาติ มารดานายตี๋ กล่าวว่า เมื่อได้ข่าวครั้งแรกว่าลูกชายถูกจับก็ตกใจ จึงต้องช่วยหาทางออกโดยขอความช่วยเหลือจากหลายๆฝ่าย เพราะฐานะยากจน วงเงินที่ตั้งไว้ประกันตัว 7 แสนนั้นถือว่าสูง แม้ว่าตำรวจจะไม่คัดค้านการประกันก็ยังไม่ทราบว่า จะหามาจากไหน และอยากให้มีการปล่อยตัวลูกชายโดยเร็ว เพราะนับจากวันที่ถูกควบคุมตัว ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ.ก็ไม่มีเงินใช้ อยากให้ออกมาทำงาน และกลับมามีอนาคตเหมือนเดิม และหากไม่มีทางออก ก็คงต้องพึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และปปช.ตามคำแนะของคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น ที่รับว่าจะดำเนินการช่วยเหลือ