
รวบแล้ว"เลขาเก๊"จอมแสบ ตุ๋นชาวบ้าน หลอกทำงานต่างประเทศ
ตำรวจกองปราบ รวบแล้วสาวใหญ่ อ้างเป็น "เลขา" ผู้จัดการบริษัทฯ หาคนไปทำงานต่างประเทศ สุดท้ายหลอกเชิดเงินค่าดำเนินการไปเกือบเเสน
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป. , พ.ต.อ.มีชัย กำเนิดพรม , พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก.ป. , ว่าที่ พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก.3 บก.ป. , พ.ต.ท.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ , พ.ต.ท.สุรเชษฐ์ เดชะพันธ์ , พ.ต.ท.พงศกร ตันอารีย์ รอง ผกก.3 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ต.สรศักดิ์ แสงจันทร์ สว.กก.3 บก.ป. , ร.ต.อ.ปรัชญานนท์ ยงยิ่ง , ร.ต.อ.จำลอง ทองเฟื่อง
พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 5 กก.3 บก.ป. ร่วมกันจับกุม นางส้ม (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี อาชีพพนักงานขาย ผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 3 หมายจับ
1. ตามหมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 282/2561 ลง 28 ก.ย.61
2. ตามหมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 283/2561 ลง 28 ก.ย.61
3. ตามหมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 284/2561 ลง 28 ก.ย.61
ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "ฉ้อโกงทรัพย์ และหลอกผู้อื่นว่าสามารถหางานให้คนหางานไปทำงานต่างประเทศได้ การหลอกลวงเช่นว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง" โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหา เอาไว้ได้ภายในร้านขายของตกแต่งภายใน ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อปี 2561 มีผู้เสียหายในพื้นที่ จ.อุดรธานี จำนวน 3 ราย ได้ถูกผู้ต้องหาเข้ามาตีสนิท พร้อมกับระบุว่า เป็นนายหน้าจัดหางานให้กับคนที่ต้องการไปทำงานที่ต่างประเทศ โดยแอบอ้างว่าเป็น "เลขาคนสนิทของของผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่ง" ซึ่งกำลังต้องการหาคนงานไปทำงานเป็นแรงงานเก็บผลไม้ ที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีรายได้ตกเดือนละ 100,000 บาท
นอกจากนี้ยังอ้างว่า ทางบริษัทฯ จะเร่งส่งคนไปทำงาน โดยต้องรีบทำวีซ่า , เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง โดยผู้ที่เดินทางจะต้องไปเข้าอบรมก่อนไปทำงาน โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งจะต้องจ่ายก่อนเป็นเงินจำนวน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือสามารถจ่ายทีหลัง เมื่อได้ไปทำงาน และได้เงินค่าแรงมาแล้ว
ทั้งนี้ การก่อเหตุดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียหายหลงเชื่อหลายราย และได้มอบเงิน รวมทั้งเอกสารให้กับผู้ต้องหา พร้อมกับทำสัญญาและนัดทำวีซ่า แต่เมื่อถึงกำหนดนัด ผู้ต้องหาได้เลื่อนนัดผู้เสียหายเรื่อยมา จนกระทั่งเหยื่อไม่สามารถติดต่อกับผู้ต้องหาได้ และเชื่อว่าถูกหลอก จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ สภ.เมืองอุดรธานี
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้ทำการสืบสวนติดตามตัวผู้ต้องหารายนี้ และพบว่า มีพฤติกรรมเป็น "มิจฉาชีพ" ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันมาเเล้วเมื่อปี 2560 ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีการแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.เมืองลำปาง แต่ได้หลบหนีการจับกุม และมาก่อเหตุซ้ำอีก
ทางด้าน พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก.3 บก.ป. เปิดเผยว่า คดีได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจจะมีพฤติกรรมที่จะก่อเหตุซ้ำอีก หากปล่อยไว้อาจจะทำให้มีประชาชน ตกเป็นเหยื่ออีกหลายราย
จนกระทั่งวันที่ 17 สิงหาคม 2564 ได้สืบทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีมาทำงานอยู่ที่ร้านขายของตกแต่งแห่งหนึ่งใน ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และพบผู้ต้องหา จึงเข้าทำการจับกุม พร้อมกับนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จากการสอบปากคำในเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พร้อมกับขอโทษเหยื่อและผู้เสียหายทั้งหมด ที่ได้หลอกลวงเงินดังกล่าว



