ข่าว

ปธ.กมธ.ตำรวจลั่นป้องภาพลักษณ์ตำรวจ

ปธ.กมธ.ตำรวจลั่นป้องภาพลักษณ์ตำรวจ

10 ก.พ. 2553

“ประธานกมธ. ตร.”ลั่นป้อง“ภาพลักษณ์” ของ “องค์กรตร.” เหตุ เกี่ยวกับขวัญกำลังใจ ด้าน “ผกก.-สว.” โร่ร้อง “ปธ.กมธ.ตำรวจ” อื้อ ยัน “โยกย้ายไม่เป็นธรรม ”

(10ก.พ.) เวลา 09.30 น.การประชุมคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณากรอบหลักเกณฑ์การโยกย้ายข้าราช การตำรวจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระดับรองผู้บังคับ - สารวัตรทั่วประเทศ โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ เปิดเผยว่า แม้จะมีการย้าย พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ. 2 )   ไปช่วยราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วก็ตาม แต่ตนและ กมธ.ตำรวจทั้งคณะยืนยันว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบข่าว การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในการโยกย้ายข้าราชการตำรวจต่อไป เพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมาก ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามายังคณะกรรมาธิกาฯ ซึ่งมีหลักฐานพยานบางส่วนในเบื้องต้นแล้ว เพื่อให้ความจริงปรากฏว่าใครมีพฤติการณ์อย่างไร

  “ที่ทำทั้งหมดเพื่อรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ เพราะเกี่ยวกับขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นตำรวจที่ดี มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่มีพฤติกรรมไม่ดี โดยเรื่องนี้ได้เรียนให้นายกฯทราบว่าจะดำเนินการต่อให้ถึงที่สุด และทราบว่ายังมีการร้องเรียนเข้ามา เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และภาค 4 เพิ่มเติม เพราะมีผู้เข้ามายื่นเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ยืนยันว่าสำหรับตนถ้าไม่มีข้อมูลและพยานหลักฐานในมือก็จะยังไม่ด่วนสรุป ทุกอย่างต้องชัดเจน” ประธานกมธ. ตำรวจ กล่าว

 ประธานกมธ. ตำรวจ กล่าวว่า สำหรับการประชุม กมธ.ตำรวจในวันที่ 10 ก.พ.จะเป็นการหารือถึงกรอบหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการต่างๆ รวมถึงปัญหาโครงสร้างใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะปัญหาของพนักงานสอบสวน สบ 1-3 ที่พบว่าจะเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างใหญ่ในอนาคตที่จะทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขาดแคลนพนักงานสอบสวน ทั้งๆ   ที่เป็นต้นธารของความยุติธรรม ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผลของคดี เพราะพนักงานสอบสวนระดับ 1-3 เมื่ออยู่ในตำแหน่งแล้วไม่มีความก้าวหน้า ก็ต้องเข้าสู่วงจรอุบาทว์วิ่งเต้นออกจากสายงาน หากไม่มีการแก้ไขจะเกิดปัญหาใหญ่ในอนคาคต มีแต่คนจับ แต่ไม่มีคนทำสวนคดีนำผู้ต้องส่งฟ้อง

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระดับผู้กำกับการและสารวัตรเข้ามาร้องเรียน กมธ.ตำรวจเป็นระยะ เช่น พ.ต.อ.ฐานุพงศ์ พรมสวัสดิ์กุล ผกก.สภ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี และ พ.ต.ท.เศรษฐกรณ์ ชัยวีระวงศ์ สวญ.สภ.สวนพริกไทย จ.ปทุมธานี สังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 โดย พ.ต.อ.ฐานุพงศ์ เปิดเผยว่า เดินทางมาร้องเรียนเพราะตนมีผลงานผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณาของ บช.ภ. 1 ทั้งหมด เป็นโรงพักของประชาชน ผ่านกฎเหล็กของ ตร.อยู่ในตำแหน่งเกินสองปี มีผลงานไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวน ไม่เคยถูกร้องเรียน แต่ปรากฏว่าคนที่ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ดังกล่าวทราบข่าวก็มีการวิ่งเต้นไปได้ดิบได้ดี ลงพื้นที่ต่างๆ แต่คนที่ผ่านเกณฑ์กลับต้องอยู่ที่เดิม เมื่อปรับทุกข์ก็มีนายตำรวจกว่า 20 คนจะมาร้องเรียน แต่ถึงเวลาจริงกลับทยอยมาไม่กี่คน เพราะกลัวถูกย้ายหรือถูกเล่นงานภายหลัง แต่สำหรับตนเมื่อเปิดหน้าแล้วก็ไม่กลัว และต้องขอพึ่งคณะกรรมาธิการตำรวจและสื่อมวลชน

 ด้าน พ.ต.ท.เศรษฐกรณ์กล่าวว่า ตนได้ยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจตำรวจภูธรภาค 1 ที่ไม่เป็นไปตามกติกา ไปยังนายรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงแล้ว โดยในวันนี้ (10 ก.พ. ) ตนก็ได้มายื่นเรื่องดังกล่าวต่อกมธ.ตำรวจ เพราะกรณีของตนถูกย้ายไม่เป็นธรรม โดยถูกย้ายข้ามไปเป็น รอง ผกก.ป.สภ.เพ็ญ จ.อุดรธานี กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (บช.ภ. 4 ) ทั้งๆ ที่โรงพักของตนผ่านหลักเกณฑ์โรงพักเพื่อประชาชน และผ่านหลักเกณฑ์กลุ่มอาวุโส 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในส่วนของตำรวจภูธรภาค 1 มีนายตำรวจที่โดนเชนเดียวกันตนมากถึง 20-30 คน แต่ส่วนใหญ่ไม่กล้าออกมาร้องเรียนเพราะหวั่นเกรงเรื่องความไม่ปลอดภัยและกลัวถูกกลั่นแกล้งในหน้าที่การงาน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวไม่กังวลว่าจะขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชา แต่ที่ออกมาเพราะอยากให้สังคมรับรู้ถึงความไม่ถูกต้องในการโยกย้ายครั้งนี้

 ขณะที่พ.ต.ต.ณัฎฐ์พัชร โฆษิตเลิศ สว.กก 2  บก.ส. 2 บช.ส.ได้เข้ารองเรียนต่อกมธ.ตำรวจ โดยกล่าวว่า ตนมีผลงานปรากฏเป็นคดีใหญ่ๆ เกี่ยวกับความมั่นคงหลายคดี แต่กลับถูกผู้บังคับบัญชาสั่งย้ายไป ฝอ.ภ.จว.ชุมพร โดยอ้างว่าถูกตั้งกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับความผิดอาญาร้ายแรง ฐานจับกุมชาวอินเดียมาเรยกค่าไถ่ และมีคดีร้องอยู่ที่กองปราบปราม ทั้งที่กรณีดังกล่าว ตนเป็นผู้ไปจับกุมและช่วยเหลือเหยื่ออกมาได้ ยังไม่รวมถึงคดีการจับชาวฟิลิปปินท์ที่ปลอมแปลงธนบัตรของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา มูลค่า 240 ล้านดอลล่าห์สหรัฐฯ การจับกุมโจรขโมยเพชรชาวอินเดีย ที่เข้ามาก่อคดีต่างๆ ในประเทศไทยร่วม 2 ปี มีมูลค่าความเสียหายร่วม 1,000 ล้านบาท และคดีการจับเจ้าหน้าที่ทหารมาเลเซีย 16 นายที่เข้ามาหาข่าวในประเทศไทยในยุครัฐบาล คมช. โดยมีนายทหารยศพันตรี 2 นายเข้ามาหาข่าวถึงใน กทม. โดยใช้พาสปอร์ตเล่มเดียวเข้ามาทางชายแดน 3 จังหวัดภาคใต้ 9 คน

 “ ขอถามว่าคนทำงานอาจมีผิดพลาดบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ และผมไม่ใช่โจร เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานเพื่อบ้านเมือง มีผลงานปรากฏแต่กับถูกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม จึงต้องมาถามหาหลักธรรมภิบาลของผู้บังคับบัญชา ถึงหลักเกณฑ์การพิจารณา จึงต้องมายื่นเรื่องร้องต่อกมธ.ตำรวจ ให้ตรวจสอบ ” พ.ต.ต.ณัฎฐ์พัชร กล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อมูลของกมธ.ตำรวจ ที่เกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งของข้าราชการตำรวจให้สตช. ในส่วนที่เกี่ยวกับกองบัญชาการตำรวจภูธร 1 พบว่าต้องมีการวิ่งเต้นผ่านเสี่ยเหลียง ปากน้ำ ส่วนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 มีการวิ่งเต้นผ่าน “เสี่ยเบี๋ยง”