
ยัน'หญิงอ้อ'พาลูกฟังคำพิพากษายึดทรัพย์26ก.พ.
"โอ๊ค-เอม" ยื่นแถลงปิดคดี ยัน 4 หมื่นล้านได้มาสุจริต-จี้ถอนอายัดทรัพย์ ปัดเป็นนอมินีให้พ่อ ด้านทนายเผย 26 ก.พ. สามแม่ลูกมาฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วานนี้(10ก.พ.) นายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายของนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา เดินทางไปยื่นคำแถลงปิดคดีในส่วนของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ในฐานะผู้คัดค้านที่ 2-3 ในคดีที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และผู้คัดค้าน 22 ราย เป็นเงิน 7.6 หมื่นล้านบาท ที่ได้มาจากการออกนโยบายเอื้อประโยชน์แก่ตัวเองและพวกพ้อง 5 กรณี และการให้บุตรและคนใกล้ชิดถือครองหุ้นบริษัทเครือชินคอร์ป แทนตัวเอง ขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระ
นายกิตติพรเปิดเผยว่า ในส่วนคำแถลงปิดคดีของ นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา นั้น มีจำนวนทั้งสิ้น 64 หน้า แยกการชี้แจงออกเป็น 15 ประเด็น ที่จะยืนยันว่า ทรัพย์สมบัติของนายพานทองแท้ จำนวน 17,150 ล้านบาท และของ น.ส.พินทองทา จำนวน 23,529 ล้านบาท รวมกว่า 4 หมื่นล้านบาทนั้น ได้รับมอบจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ได้รับผลประโยชน์เอง
นายกิตติพร กล่าวว่า เข้าใจว่า ในวันฟังคำพิพากษา คุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา จะเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำแถลงปิดคดีของนายพานทองแท้ความยาว 66 หน้า สรุปว่า นายพานทองแท้ ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทชินคอร์ป จำนวน 458,550,220 หุ้น ที่แท้จริง และมีกรรมสิทธิ์ในหุ้นดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย โดยไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นแทน (นอมินี) พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา และคุณหญิงพจมาน ผู้คัดคัดค้านที่ 1 แต่อย่างใด ดังนั้นหุ้นบริษัทจำนวนดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งมีสิทธิ์ใช้และจำหน่าย และได้รับดอกผลตามกฎหมายได้ เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ขายหุ้นบริษัททั้งหมดให้แก่บริษัทซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และบริษัทแอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งอยู่ในกลุ่มทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ เงินที่ได้รับมาจำนวน 17,150,292,534 บาท จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ 2 อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นอกจากนั้นยังระบุอีกว่านายพานทองแท้ เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ป ที่ซื้อมาจากบริษัทแอมเพิลริช และเงินปันผลที่บริษัทแอมเพิลริชได้รับจากการถือหุ้นบริษัทชินคอร์ป รวม 6 ครั้ง ระหว่างปี 2546-2548 รวมเป็นเงิน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ฝากไว้ที่ธนาคารยูบีเอส เอจี สิงคโปร์ เพื่อให้ดูแลดอกเบี้ยเงินฝาก โดยผู้คัดค้านที่ 2 คอยรับผลประโยชน์ แต่ไม่ได้เข้าไปจัดการร่วมด้วยแต่อย่างใด
ส่วนการที่หุ้นบริษัทชินคอร์ปมีมูลค่าสูง เกิดจากการลงทุนกับบริษัทในเครือ และเมื่อนักลงทุนเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมาก ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้น จึงเป็นเรื่องปกติที่มูลค่าหุ้นชินคอร์ปสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่เงินที่รับจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปนั้น เมื่อมีการซื้อขายหุ้นแล้วผู้คัดค้านที่ 2 มีสิทธิ์นำเงินไปใช้จ่ายส่วนตัวและลงทุนในธุรกิจต่างๆ โดยไม่มีข้อห้าม เพราะเป็นเงินที่ได้มาสุจริต ซึ่งการนำเงินไปใช้ลงทุนหรือซื้อทรัพย์สินต่างๆ นั้นเป็นการตัดสินใจของผู้คัดค้านที่ 2 อย่างแท้จริง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เพราะผู้คัดค้านที่ 2 ได้ชำระค่าหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่ซื้อมาให้แก่ทั้งสอง ซึ่งเป็นบิดามารดาครบถ้วนแล้ว
ขณะที่การนำเงินไปลงทุนในบริษัทต่างๆ และซื้อขายที่ดินรวมถึงค่าทนายความ เป็นการกระทำโดยเปิดเผยถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ไม่ได้ปกปิดหรือซ่อนเร้นทำนิติกรรม ธุรกรรม ไม่ใช่การโอนยักย้ายแปรสภาพหรือซุกซ่อนทรัพย์สินเพื่อให้พ้นอำนาจของกฎหมาย ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวอ้าง เพื่ออายัดเงินของผู้คัดค้านที่ 2 ดังนั้นสำนวนการสอบสวนของ คตส.จึงไม่เป็นความจริง เพราะหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ขายหุ้นชินคอร์ปให้ผู้คัดค้านที่ 2 แล้ว ทั้งสองไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ขณะที่การบริหารจัดการหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่ผู้คัดค้านที่ 2 ถืออยู่ ได้มอบหมายให้นางกาญจนาภา หงษ์เหิน ดูแลและจัดการทรัพย์สินต่างๆ และเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน การลงทุนให้ โดยผลประโยชน์ที่ได้รับจากการทำธุรกรรมทั้งหมดตกอยู่กับผู้คัดค้านที่ 2
ผู้คัดค้านที่ 2 จึงขอเรียนต่อศาลฎีกาฯ ว่า เงินจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ที่อัยการสูงสุดร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินนั้น มีเงินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ 2 รวมอยู่ด้วยจำนวน 17,150,292,534 บาท ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับมาจากการขายหุ้นของบริษัทชินคอร์ป ประกอบกับผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวม และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร หรือสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา แต่อย่างใด จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษายกคำร้องของอัยการสูงสุด ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 และขอให้เพิกถอนการอายัดทรัพย์และหลักทรัพย์จำนวน 17,150,292,534 บาท ของผู้คัดค้านที่ 2 พร้อมดอกผลของยอดเงินดังกล่าว และเพิกถอนการอายัดที่ดิน 4 แปลง ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ด้วย
ขณะที่คำแถลงปิดคดีของ น.ส.พินทองทา ผู้คัดค้านที่ 3 ในคดีดังกล่าว บรรยายสรุปไว้ 64 หน้า มีการชี้แจงการได้มาของหุ้น และการเข้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นบริษัทชินคอร์ป ตั้งแต่ปี 2545 ว่า กระทำอย่างถูกต้องตามกฎหมายเช่นเดียวกับคำแถลงปิดคดีของนายพานทองแท้ ผู้คัดค้านที่ 2 โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ถือครองหุ้นดังกล่าวอยู่ไม่เคยมีหน่วยงานราชการใดมีความสงสัย หรือตั้งข้อกล่าวหาผู้คัดค้านที่ 3 ถือหุ้นดังกล่าวแทน พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน กระทั่งเมื่อปี 2550 กลับมีการตั้ง คตส.ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อตรวจสอบกล่าวหาว่า หุ้นบริษัทชินคอร์ปที่ขายไปนั้นเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน แต่ใช้ชื่อบุตร และญาติพี่น้อง ถือครองหุ้นแทน ซึ่งผู้คัดค้านที่ 3 ไม่อาจเข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงมีการกล่าวหาดังกล่าว และกรณีนี้ควรมีหลักเกณฑ์พิจารณาอย่างไร ซึ่ง คตส.และอัยการสูงสุด ผู้ร้อง ไม่มีมูลเหตุเพียงพอที่จะกล่าวหาผู้คัดค้านที่ 3 ถือหุ้นแทน และเมื่อไม่มีมาตรฐานในการตรวจสอบ เพราะไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพียงพอที่จะมาใช้กล่าวหาว่าผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้ถือหุ้นแท้จริงหรือไม่ จึงควรยกคำร้องของอัยการสูงสุด
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 10.00 น. นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา จะเดินทางไปยังศาลฎีกาฯ เพื่อยื่นคำร้องต่อศาล กรณีที่มี คตส.บางคนออกมาให้สัมภาษณ์ และกรณีที่สื่อมวลชนมีการนำเสนอรายงานพิเศษ (สกู๊ปข่าว) ที่อาจจะกระทบคดียึดทรัพย์ที่ทั้งสองในฐานะที่เป็นผู้คัดค้านคดีดังกล่าวจะได้รับความเสียหาย เพื่อให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งให้หยุดดำเนินการดังกล่าว



