ข่าว

ทนาย"หญิงอ้อ"แถลงปิดคดีดิ้นขอคืน3.4หมื่นล.

ทนาย"หญิงอ้อ"แถลงปิดคดีดิ้นขอคืน3.4หมื่นล.

10 ก.พ. 2553

"พจมาน" ส่งทนายแถลงปิดคดียึดทรัพย์ ค้านยึดเงินขายหุ้นชินคอร์ป 693 ล้านหุ้น มูลค่า 3.4 หมื่นล้านบาท ยันซื้อขายถูกต้องตามกฎหมาย ด้าน"ทักษิณ" สั่งแกนนำแดงเลิกขัดแย้ง-ทิฐิ บอกมีงานใหญ่รออยู่

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วันที่ 9 กุมภาพันธ์ เวลา 13.30 น. นายสมพร พงษ์สุวรรณ ทนายความคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้คัดค้านที่ 1 ได้ยื่นคำแถลงปิดคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งศาลฎีกาฯ นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เวลา 13.30 น.  

 นายสมพร กล่าวว่า ยื่นแถลงปิดคดีทั้งหมด 16 ประเด็น เป็นการหักล้างข้อกล่าวหาของผู้ร้องและประเด็นนำสืบต่างๆ โดยมั่นใจในพยานหลักฐานที่ได้นำสืบในชั้นไต่สวนของศาลฎีกา มีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลวินิจฉัย ทั้งประเด็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ยึดทรัพย์คุณหญิงพจมานจำนวนกว่า 1,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งประกอบด้วย เงินสด เงินฝาก และพันธบัตรนั้นเป็นทรัพย์สินที่มีมาก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปถูกต้องตามกฎหมาย 

 ขณะที่คำแถลงปิดคดีของคุณหญิงพจมาน ความหนา 25 หน้า สรุปว่า ประเด็นที่อัยการสูงสุดผู้ร้อง กล่าวหาว่าคุณหญิงพจมานผู้คัดค้านที่ 1 และ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา ยังคงถือหุ้นบริษัทชินคอร์ป ผ่านบุตร ญาติ พี่น้อง นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ได้นำนายพานทองแท้ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน ให้การยืนยันชัดเจนว่าหุ้นชินคอร์ปของผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาโดยสุจริตมาตั้งแต่ปี 2526 และมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยการซื้อจากการเพิ่มทุน กระทั่งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 มีหุ้นอยู่ 69,300,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท และได้ขายให้นายพานทองแท้ และนายบรรณพจน์ โดยได้โอนขายอย่างถูกกฎหมาย มีเจตนาในการซื้อขายหุ้นกันจริง และมีการชำระค่าหุ้นกันจริง จึงได้โอนกรรมสิทธิ์ไปยังผู้รับโอนอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหา ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว  

 ส่วนคำเบิกความของนายแก้วสรร อติโพธิ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) นั้นเป็นพยานที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟ้องได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้โอนขายหุ้นชินคอร์ปให้นายพานทองแท้และนายบรรณพจน์ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 จึงไม่มีพฤติการณ์คงไว้ซึ่งหุ้นชินคอร์ปตามที่ อสส. และ คตส.กล่าวหา และเป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อพยานที่ได้จากการไต่สวนของศาลฎีกาฯ
 
 ประเด็นกล่าวหาว่าแม้ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ถือว่าการกระทำของคู่สมรสเป็นการกระทำของผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 ได้รู้เห็นโดยตลอดจึงเป็นทรัพย์เกี่ยวข้อง ขอให้ยึดเงินจากการขายหุ้นจำนวน 70,864,879,416 บาท และเงินปันผลจำนวน 7,011,716,983 บาท นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 กราบเรียนว่า หุ้นชินคอร์ปนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาและถือครองมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท จนถึงวันที่ 1 กันยายน 2543 จึงได้โอนขายให้แก่นายพานทองแท้และนายบรรณพจน์ จำนวน 69,300,000 ล้านหุ้น ราคาพาร์ 10 บาท ไม่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกกล่าวหา อีกทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ได้ให้การไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่เคยเห็นด้วยกับการเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองของผู้ถูกกล่าวหา

 นอกจากนี้พยานในชั้นไต่สวนของศาลฎีการับฟังเป็นที่ยุติว่า หุ้นชินคอร์ปมีราคาขึ้นลงสอดคล้องกับดัชนี ตลท. ตามสภาวะเศรษฐกิจตามปกติ ที่ผู้ร้องอ้างว่าหุ้นชินคอร์ปมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา จึงขัดต่อพยานหลักฐานการที่ผู้ร้องขอให้ยึดเงินจากการขายหุ้นให้กลุ่มเทมาเส็ก จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับหุ้นดังกล่าวไม่ใช่หุ้นของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่สามารถยึดเงินดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ตามกฎหมาย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องและมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของผู้คัดค้านที่ 1 ต่อไป 

 รายงานข่าวระบุว่า ในจำนวนหุ้น 1,419 ล้านหุ้น หรือ 48% ของจำนวนหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดที่จำหน่ายได้ ในจำนวนนั้น 693 ล้านหุ้น ที่คุณหญิงพจมานอ้างว่ามีอยู่ก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนั้น หากคิดตามมูลค่าการซื้อขายให้เทมาเส็ก ณ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ในราคาขาย 49.25 บาทต่อหุ้น เท่ากับมีมูลค่า 34,130 ล้านบาท

 วันเดียวกันนี้ เวลา 14.00 น. คณะทำงานอัยการรับผิดชอบคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยื่นคำแถลงปิดคดีของพนักงาน ความยาว 121 หน้า ซึ่งเนื้อหาสรุปว่า ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 วาระ ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 และวันที่ 9 มีนาคม 2548 ได้ปกปิดการถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,419,490,150 หุ้น เป็นเงินจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม เป็นกรณีได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติคิดเป็นจำนวนกว่า 48% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ ที่ผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรสยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงโดยปกปิดและอำพรางหุ้นไว้ ในชื่อนายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พินทองทา ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ให้เป็นผู้ถือหุ้นแทน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ทนายความของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา จะเข้ายื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลฎีกาเช่นกัน ส่วนนายบรรณพจน์ยื่นคำแถลงปิดคดีไปแล้วเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 ด้านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทวิตข้อความผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ว่า "ขอขอบคุณคนเสื้อแดงที่เป็นห่วงความขัดแย้งและได้โทรมาหาผมกันเยอะ ตอนนี้คงเบาใจกันบ้างเพราะต่างคนต่างลดทิฐิลง งานใหญ่รออยู่ต้องเป็นหนึ่งเดียว"
 เวลา 16.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณได้ทวิตข้อความตอบกลับผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง โดยระบุว่า “ภายใต้รัฐบาลนี้อย่าหวังความแฟร์ อย่าหวังความสมานฉันท์ โอกาสที่อำมาตย์ช่วยปล้นอำนาจให้ทำได้ไม่บ่อย จึงต้องมีคติอยู่ให้นานกินให้ไว”

 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี และนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ว่า ไม่มีอะไรเลย จบเรื่องแล้ว เรียบร้อยดีทุกคน เขาคุยกันแล้วเมื่อวานนี้ (8 ก.พ.) ตอนนี้ทุกคนก็มีความรักระหว่างกันเหมือนเดิมทุกอย่าง และทั้งสองฝ่ายยังคงทำงานร่วมกันได้แน่นอน ไม่ต้องห่วง
 ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่บอกว่ามีการคุยกันแล้วเมื่อวาน เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ต่อสายมาเคลียร์ปัญหาใช่หรือไม่ พล.อ.ชวลิต ได้นิ่งเงียบไป ไม่ตอบคำถาม

 ขณะที่พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งกับนายจุตพร แกนนำเสื้อแดง ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้นกันแต่อย่างใด อีกทั้งวันนี้ที่ตนเข้าพรรคยังไม่เจอและยังไม่คุยกับนายจุตพร ทั้งนี้ยังยืนยันจุดเดิม ที่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ตนยังพร้อมที่จะช่วยเหลือพรรคเพื่อไทยอยู่ ซึ่งเมื่อวานนี้เดินทางไปหา พล.อ.ชวลิต ประธานพรรคเพื่อไทย ที่บ้านพัก ซึ่ง พล.อ.ชวลิตก็ไม่ได้ว่าอะไร และให้กำลังใจในการทำงานต่อไป พร้อมกับบอกว่าให้ใจเย็นๆ ตอนนี้ไม่มีอะไร ให้เราอยู่เงียบๆ กันไปก่อน แล้วคอยติดตามดูสถานการณ์ว่าเป็นอย่างไรต่อไป  

 "ผมเป็นนายพลของจริง ไม่ใช่ของปลอม ที่ผ่านมาผมไม่เคยอารมณ์เสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะผ่านมางานมาเยอะ เรื่องที่เกิดขึ้นถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก" พล.อ.พัลลภกล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และแกนนำร่วมกว่า 10 คน ร่วมกันแถลงถึงจุดยืนของกลุ่ม โดยนายวีระ กล่าวว่า ในวันนี้แกนนำ นปช.ทุกคนเข้าร่วมประชุมและมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าขณะนี้ขบวนการคนเสื้อแดงยังอยู่ครบถ้วน อุดมการณ์ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยจะต่อสู้กับเผด็จการเพื่อสร้างสรรค์ประชาธิปไตย ในแนวทางสันติวิธี อหิงสาไม่มีทางอื่นมาเจือปน และไม่มีใครมาบิดเบือนได้ ส่วนสงครามที่จะทำนั้นก็เป็นสงครามทางความคิดระหว่างประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการความยุติธรรม และสองมาตรฐาน

 นายวีระ กล่าวต่อว่า ท่าทีของรัฐบาลในวันนี้เป็นท่าทีที่มองคนเสื้อแดงเป็นศัตรู เป็นการมองอย่างประสงค์ร้าย เป็นแนวคิดเก่าตกค้างตั้งแต่ยุค 6 ต.ค. 2519 ที่มองประชาชนด้วยความหวาดระแวง และพร้อมที่จะทำลาย และวันนี้รัฐบาลกำลังใช้สื่อของรัฐ รวมทั้งโฆษกและรองโฆษกรัฐบาลสร้างภาพลวงตาว่าคนเสื้อแดงก่อความรุนแรง เพื่อเป็นการสร้างความชอบธรรมในการปราบปราม นอกจากนี้ยังมีการใช้สื่อของรัฐออกมาชี้แจงเรื่องความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อจะนำไปสู่การยึดทรัพย์ ประหนึ่งกับว่ารัฐบาลรู้ผลการตัดสินแล้ว ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการหมิ่นเหม่ต่อการก้าวก่ายอำนาจศาล

 นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า แกนนำเสื้อแดงก็มีเท่าที่เห็นในวันนี้ ส่วนบุคคลอื่นหรือองค์กรอื่นที่จะมีความเคลื่อนไหวอย่างไรก็ถือเป็นเสรีภาพ ที่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่กำลังดำเนินการไม่เกี่ยวกับกลุ่ม นปช. การเคลื่อนไหวของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี หรือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ก็เป็นเรื่องของบุคคลอื่น องค์กรอื่น ไม่เกี่ยวกับ นปช. เพราะทั้งสองไม่เคยมาร่วมหารือ หรือดำเนินการร่วมกัน

 ขณะที่นายจตุพร กล่าวว่า การต่อสู้ของคนเสื้อแดงจะเป็นไปตามแนวทางสันติวิธี เพราะเราไม่อยากย้อนไปเป็นเหมือนช่วงเมษายนที่ผ่านมา ที่รัฐบาลหาเรื่องและโยนความผิดว่าเราเป็นคนก่อความวุ่นวาย เราจึงต้องแสดงจุดยืนให้ชัดเจนว่าไม่มีความรุนแรง