
นายกฯลดกู้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจศก.ฟื้นหันพึ่งงบปกติ-ยันไม่หั่นลงทุนไทยเข้มแข็ง
นายกฯ สั่งคลัง-สำนักงบฯ-สศช.ลดแผนกู้เงิน ยันงบลงทุนไทยเข้มแข็งยังเท่าเดิม แค่ดึงงบประมาณปกติมาลงทุน หลังเศรษฐกิจฟื้นตัว ชี้ลดกังวลการก่อหนี้ประเทศ "กรณ์" คาดปีนี้เก็บรายได้ 3 แสนล้าน จ้องใช้ 1.5 แสนล้านทดแทน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะลดการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะใช้งบประมาณปกติมาใช้ลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 วงเงิน 1.43 ล้านล้านบาท ว่า ได้ให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปพิจารณางบเป็นรายโครงการ ซึ่งการลดการกู้เงินถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวจริง และทำให้หลายฝ่ายคลายกังวลลงในแง่หนี้ของประเทศ และความโปร่งใสในการใช้เงินนอกงบประมาณ
"ตอนนี้เริ่มนำโครงการที่อยู่ในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งส่วนหนึ่งเข้ามาสู่ระบบงบประมาณให้มากขึ้น ตามความเหมาะสม จะทยอยปรับลดการใช้เงินกู้แต่ละปีลง เพราะเป็นโครงการที่เริ่มตั้งแต่ปี 2553-2555 ถ้าเป็นแบบนี้เราก็จะลดการกู้เงินลงได้ ทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่คาดว่าจะถึง 60% ของจีดีพีก็ลดลง และทยอยลดลงมาในปีต่อๆ ไป น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมสำหรับประเทศในระยะกลางและระยะยาว” นายกฯ ระบุ
อย่างไรก็ตาม แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งในระยะกลางและยาวนั้นจะเดินหน้าต่อไป แต่โครงการลงทุนแตกต่างจากเงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ที่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเงินกู้ก้อนหลังมุ่งเน้นโครงการที่มีลักษณะเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น เช่น หมวดการขนส่ง ระบบราง ระบบชลประทาน การศึกษา และด้านสาธารณสุข
นายอภิสิทธ์ยอมรับว่า ปัญหามาบตาพุดและปัญหาการเมืองจะยังเป็นปัจจัยที่บั่นทอนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชน ส่วนราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นนั้น ก็เป็นห่วงอยู่ แต่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็ทำให้สินค้าเกษตรราคาดี
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลมีแนวโน้มดีขึ้น จึงเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะใช้เงินงบประมาณเพื่อนำมาลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งแทนการใช้เงินนอกงบประมาณ โดยที่เม็ดเงินในโครงการดังกล่าวยังเป็นไปตามที่ประกาศไว้ ซึ่งโครงการลงทุนถนนปลอดฝุ่นถือเป็นโครงการที่ยังมีความสำคัญ แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยน เน้นลงทุนในโครงการที่มีความสำคัญมากที่สุด
ทั้งนี้เบื้องต้นคาดการณ์รายได้ที่จะจัดเก็บเพิ่มในปีงบประมาณ 2553 จำนวน 3 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้บางส่วนก็จะนำไปใช้จ่ายในส่วนที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และบางส่วนหรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาท จะนำไปใช้ในโครงการลงทุนใหม่ในปีงบประมาณ 2554 อย่างไรก็ตามในส่วนการเสนอ พ.ร.บ.การกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 4 แสนล้านบาท ต่อสภาผู้แทนราษฎรก็ยังคงเดินหน้าต่อ เพื่อให้วงเงินกู้นี้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการกู้เงินต่อไป



