ข่าว

บทเรียนครูน้อย

บทเรียนครูน้อย

10 ก.พ. 2553

หนี้ก้อนโตของนางนวลน้อย ทิมกุล หรือครูน้อย ผู้ก่อตั้งมูลนิธิบ้านครูน้อย อันเกิดจากงานจิตอาสา สงเคราะห์เลี้ยงดูเด็กจำนวนมาก ให้แง่คิดที่น่าสนใจหลายประการ ประการหนึ่งมาจากการบริหารจัดการที่ไม่มีระบบของนักสังคมสงเคราะห์ภาคเอกชนคนนี้

 ที่ทำให้ฐานะการเงินติดลบ จนเกินกำลังความสามารถที่จะชดใช้ได้ โดยเฉพาะการเป็นหนี้นอกระบบ ที่มีความเสี่ยงอยู่พอสมควรในการติดตามทวงถาม หากครูน้อยผิดนัดชำระ ประการหนึ่ง หน้าที่ในการดูแลสงเคราะห์เด็กจำนวนมาก หากไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐ ก็น่าเป็นผู้ที่มีฐานะการเงินมั่นคง หรือมีเครือข่ายที่จะทำกุศลนี้โดยไม่เดือดร้อน บางทีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับครูน้อยจะเป็นโอกาสให้มีการทบทวนการสังคมสงเคราะห์ภาคเอกชนทั้งระบบก็ได้

 ครูน้อยก่อตั้ง "บ้านครูน้อย" ด้วยเงินเพียง 20 บาท เธอยอมนั่งสอนนักเรียนโดยต้องเอาเท้าแช่อยู่ในน้ำนานเป็นวัน เพราะน้ำท่วมบ้าน ส่งผลให้ทุกวันนี้เธอต้องเสียนิ้วเท้าและยังเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งตัว จากการทุ่มเทเวลาทั้งหมดของชีวิตเพื่อเด็กๆ ที่อยู่ในการดูแลของเธอ "ครั้งแรกที่บ้านครูน้อย เมื่อปี 2523 ครูมีเงินอยู่ 20 บาท ตอนนั้นพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เงิน 20 บาท ช่วยเหลือเด็กให้มากที่สุด เพราะครูมักจะนึกถึงตอนที่ยังเด็กๆ แม่ครูพามาจากต่างจังหวัด แล้วมาเป็นคนใช้ในบ้านคนรวย มีความแตกต่างหลายอย่างระหว่างลูกคนใช้กับลูกคนมีเงิน จักรยานลูกคนมีเงิน เราขอจับหน่อยก็ไม่ได้ ชิงช้าเราไปขอเล่นก็ผลักเรากระเด็นเลย.." ครูน้อย รำลึกความหลังครั้งหนึ่ง

 แน่นอนว่า ไม่มีข้อสงสัยในความสุจริตของครูน้อย แต่การทำงานอย่างไร้ระบบ วันหนึ่งครูน้อยก็พลาดได้ และเมื่อพลาดแล้ว คนที่ไม่ได้ติดตาม ไม่ได้ใส่ใจความเสียสละของครูน้อยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็อาจมีคำถาม และตีความกันไปต่างๆ นานา นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือครูหยุย กล่าวว่า  การช่วยเหลือเด็กยากจนและด้อยโอกาสในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่มีแต่ใจอย่างเดียว ต้องมีความพร้อมด้วย และต้องไม่สงเคราะห์จนไม่ลืมหูลืมตา จนเด็กอ่อนแอ เพราะสุดท้ายช่วยเหลือแล้วต้องพยายามให้เด็กอยู่กับครอบครัวให้ได้ เขารู้จักครูน้อยมานาน ไม่ได้กังวลเรื่องความซื่อตรง หรือความเป็นคนดี เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ครูน้อยบอกว่ามีปัญหาเรื่องการเงิน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กจึงส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยจัดระบบบัญชีให้ แต่ทำเพียงสัปดาห์เดียว ครูน้อยก็ถอดใจ บอกว่ายุ่งยากและไม่อยากทำ

 เศรษฐกิจพอเพียง คือการทำมาหากินอย่างพอเพียงแก่การดำรงชีวิตอยู่ ถึงวันที่ครูน้อยมีหนี้ก้อนโต ที่ถึงแม้จะเจรจาลดหนี้บางส่วนลงแต่ก็ยังมีภาระอีกจำนวนไม่น้อย ครูน้อยอาจจะต้องเริ่มคิดถึงการสังคมสงเคราะห์อย่างพอเพียง คือการช่วยเหลือเท่าที่เรามีกำลังจะช่วยเหลือได้ หรือยอมให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีหน้าที่โดยตรงรับตัวเด็กไปอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ วันนี้สังคมไทยชื่นชมครูน้อยอย่างแน่นอน ครูน้อยคือต้นแบบที่กระตุ้นให้หลายคนมีจิตสาธารณะที่จะให้ แต่ครูน้อยทำงานเหน็ดเหนื่อยมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่ครูน้อยจะยอมสงเคราะห์ตัวเอง และสังคมไทยคงไม่แล้งไร้น้ำใจที่จะตอบแทนครูน้อย ที่เสียสละให้แก่สังคมนี้มาเกือบทั้งชีวิต