ข่าว

"สาทิตย์”ยันช่อง11ไม่สร้างความแตกแยก

"สาทิตย์”ยันช่อง11ไม่สร้างความแตกแยก

09 ก.พ. 2553

"สาทิตย์” ยัน ช่อง11 “เสนอความจริง” ไม่สร้างความแตกแยก คนมองอาจต่างมุมมอง ส่วนสื่อที่ชอบปลุกระดม กทช.ควรดูแลไม่เช่นนั้นบ้านเมืองอาจวุ่นวายได้

(9ก.พ.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีนางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ ตำหนิรายการ “เกาที่คัน”และ “เจาะข่าวร้อน” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ว่า ได้รับฟังเสียงสะท้อนประชาชน รู้สึกกังวลใจว่าเนื้อหาของรายการจะเป็นการสร้าง มีการยั่วยุ ว่า ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนก็ต้องเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ลักษณะการทำรายการในช่อง 11 ผู้ผลิตรายการแต่ละคนก็ต้องมีความรับผิดชอบในส่วนของตน ตนเข้าใจว่าสถานการณที่อ่อนไหวก็อาจจะมีคนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันได้ และจากการที่ให้นโยบายและกำชับลงไปนั้นจะเน้นที่ว่า ทุกเรื่องขอให้สะท้อนความเป็นจริงที่เกอิดขึ้น และเมื่อมีการสะท้อนข้อเท็จจริงออกไปก็ย่อมมีมุมมองที่แตกต่างกันได้ ตนมองว่าตรง นี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา

 “กรณีที่ส.ว.ออกมาพูด ผมก็เข้าใจท่าน มุมมองอาจแตกต่างกัน ก็ยินดีรับฟังแต่เราก็พยายามกำกับดูแลเนื้อหาให้อยู่ภายใต้กรอบข้อเท็จจริงการทำความเข้าใจกับสังคม ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์ของประเทศขณะนี้การทำความเข้าใจและชี้แจข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง สำคัญมาก เพราะว่า ตนจำเป็นต้องได้รับข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน ช่อง 11 และรายการสื่อของรัฐทั้งหมดไม่มีความตั้งใจที่จะเติมสถานการณ์ให้มีความรุนแรงมากขึ้นแต่เราต้องการที่จะสื่อให้คนได้รับรู้ข้อเท็จจริง รับรู้ถึงกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องรับรู้ถึงว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้างและที่ผลกระทบอะไร และคนที่รับสื่อเองก็มีหน้าทีที่จะไปตัดสินใจหลังจากได้รับข้อมูลเหล่านั้น ” นายสาทิตย์ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า รายการที่เอกชนเข้ามาทำจำเป็นต้องเข้าไปดู และเสนอให้ปรับปรุงรายการหรือไม่ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ตรงนี้ก็ดูอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและข้อบังคับตามสัญญา ว่าจะต้องไม่เป็นรายการที่ไปกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม และตราบใดที่อยู่ภายใต้กรอบของข้อเท็จจริงเขาก็สามารถดำเนินการได้ และคิดว่าการชี้แจงจะเกิดขึ้นอีกหลายกรณี และในวันที่ 11 ก.พ.นี้ ตนก็จะไปให้นโยบายกับประชาสัมพันธ์จังหวัดทั่วประเทศผ่านระบบวิดิโอคอนเฟอร์เรนท์ เพื่อกำชับนโยบายเรื่องการสื่อสาร โดยจะเน้นเรื่องการปกป้องสถาบัน,การให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องข้อเท็จจริงของคดีต่างๆและกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้น รายการต่างๆจะไม่ให้ร้ายใคร หรือเป็นเรื่องการบิดเบือนข้อเท็จจริง

 ต่อข้อถามที่ว่า ในฐานะที่รับผิดชอบช่อง 11 มีรายการไหนที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ในช่อง 11 ตนคิดว่า ทุกรายการเป็นรายการที่มุ่งสะท้อนข้อเท็จจริง เพียงแต่วิธีการนำเสนอบางคนอาจจะทำให้เกิดความเห็นที่แตกต่างได้ เป็นเรื่องปกติ ทุกรายการอาจจะมีผลสะท้อนที่แตกต่างกลับมาได้ แต่คนที่ทำรายการเขาก็พร้อมที่จะรับผิดชอบในสิ่งที่เขาพูดไป

 เมื่อถามว่า รายการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อประชาชนนั้นรูปแบบเป็นอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า รูปแบบเวลานี้มี 2-3 รูปแบบ อาทิ 1.การให้ข้อเท็จจริงโดยผ่านรายการข่าวต่างๆในรูปแบบสกู๊ปข่าว 2. การจัดรายการพิเศษ หรือเป็นรายการที่ไทน์อินลงไปรายการ ที่ทางช่อง 11 หรือช่องอื่นที่ประสานอยู่ ช่วยกันให้ข้อเท็จจริง ส่วนช่อง 11 อาจจะการจัดรายการพิเศษและลิงค์กับสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ รวมทั้งวิทยุชุมชนที่เป็นเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งก็ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. แล้ว และ 3.ทำในรูปแบบของสื่อเฉพาะ ที่อาจจะทำในรูปแบบที่ให้นายกฯสามารถสื่อกับประชาชนในพื้นที่ภาคต่างๆ

 “ ต้องการสะท้อนให้เห็นว่านายกฯมาเพื่อต้องการแก้ๆไขปัญหาประเทศ ไม่ได้ต้องการมาเพื่อไปทะเลาะกับใคร เราไม่ได้มาทำการแก้แค้นใครเป็นการเฉพาะ และงานที่ทำไปแล้วได้ประโยชน์อะไร เช่นการประกันรายได้ ต้องการทำให้คนเข้าใจ เพื่อป้องกันการไปบิดเบือนว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ตั้งขึ้นโดยคณะปฎิวัติบ้าง ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นนอมินี ใครบ้าง ต้องแก้ข้อกล่าวเหล่านี้และทำให้คนเห็นว่าจริงที่เขาได้ประโยชน์ต่าง ๆ นั้นมาจากรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์” นายสาทิตย์ กล่าว

 เมื่อถามว่า การสื่อสารผ่านรายการเชื่อมั่นฯ ยังไม่เพียงพออีกหรือ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ยังไม่พอ ใครอยู่วงการสื่อสาร มวลชนกับการสื่อสารการเมือง จะรู้ดีว่า ประชาชน 60 ล้านคนดูทีวีแต่ละครั้งไม่เกิน 10 ล้านคน จำเป็นต้องสื่อหลายด้าน ทำความเข้าใจให้สังคมเห็นว่า รัฐบาลมาด้วยวิถีทางประชาธิปไตย มีหน้าที่แก้ไขปัญหาของประเทศ

 “ เราไม่ใช่เป็นนอมินีของใคร ไม่มีการกระทำ 2 มาตรฐาน กระบวนการยุติธรรมของไทย เป็นกระบวนการเปิด ที่เปิดให้คู่ความ 2 ฝ่ายสามารถที่จะซักค้านกันได้ ดังนั้นทุกเรื่องจะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีการกลั่นแกล้งใคร สถาบันและองคมนตรี อยู่นอกเหนือ การเมืองไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวการเมืองนี่คือเป้าหมายของเรา”นายสาทิตย์ กล่าว

 เมื่อถามว่าทหารจับตาสื่อที่ชอบปลุกระดม นายสาทิตย์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง แต่ที่หนักใจในเวลานี้มี 3 ส่วนคือ วิทยุชุมชน ,ดาวเทียม และ เคเบิ้ล ที่มีอนุของกทช.ดูแล แต่จากการที่ตนได้ประสานกับคณะกรรมการบางคนในอนุกทช.ว่า ขอให้จับตาดูใน กรณีใช้สื่อไปปลุกปั่นด้วย และถ้าจะมาบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ก็ไม่ถูกต้อง เพราะอำนาจตรงนี้ถูกยกออกไปจากกรมประชาสัมพันธ์ตั้งแต่ปีรัฐธรรมนูญปี 40 และถ้ากทช.ไม่ทำบ้านเมืองก็จะวุ่นวาย