ข่าว

ช่วยกันทำกรุงเทพฯให้มีรสนิยมกว่านี้สักนิด

ช่วยกันทำกรุงเทพฯให้มีรสนิยมกว่านี้สักนิด

09 ก.พ. 2553

ผมว่านอกจากแมว หมา และนกแล้วเนี่ย ใครๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีทะเบียนบ้าน หรือคนที่เข้ามาทำงาน หรือจับจ่ายใช้สอย ต่างก็รู้ว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบันชื่อว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

 ย้ำให้อีกสองครั้งก็ได้ครับว่า ชื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

 เอ้า อีกครั้งครับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

 ผมเขียนให้สามทีแล้วครับอาจารย์หม่อม...เชื่อเถอะครับว่าตอนนี้ใครๆ ก็รู้จักอาจารย์หม่อมในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้วครับ อาจารย์ไม่ต้องกลัวครับว่าเด็กๆ ตามโรงเรียนต่างๆ ที่จะเป็นอนาคตของชาติและอนาคตของ กทม.จะไม่รู้จักอาจารย์

 เพราะอาจารย์คงอยากให้เขาจดจำอาจารย์ด้วยความสามารถทางสมองและปัญญาของพวกเขาเองเมื่อเขาเติบโตขึ้น

 มากกว่าจดจำอาจารย์ในแบบการสร้างกระบวนการทางจิตวิทยาและโฆษณา ด้วยป้ายหาเสียงอย่างที่เป็นอยู่

 ผมก็อยากให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความสุขและมีรอยยิ้มครับ แต่ผมเห็นหน้าของอาจารย์เต็มเมือง ผมบอกตรงๆ ว่าผมยิ้มไม่ออกครับ เพราะผมไม่เคยเห็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ คนไหนที่มีป้ายโฆษณาต่างๆ ที่มีรูปตัวเองมากเท่าอาจารย์เลยครับ

 ช่วยบอกทีมงานและบริวารของอาจารย์หน่อยได้ไหมครับ ว่า มันเห่ย !!!

 กรุงเทพฯ ไม่ใช่ อบต. หรือ เทศบาลต่างจังหวัด ที่เป็นระบบการเมืองที่เน้นการหาเสียงผลงานของนักการเมืองขนาดนั้น และเราควรจะสร้างตัวอย่างการเมืองใหม่ที่ไม่เอางบประมาณของรัฐมาหาเสียงแบบเนียนๆ เช่นนี้ไม่ใช่หรือครับ

 หรือว่านี่คือพัฒนาการในแบบถอยหลังเข้าคลองของการเมืองในระดับท้องถิ่นของพื้นที่ที่มีความเจริญมากที่สุดในประเทศ ด้วยการที่ทำให้เรื่องการบริหารจัดการท้องถิ่นเป็นเพียงการเมืองแบบโฆษณาผลงานของนักการเมือง และทำให้ระบบการเมืองในท้องถิ่นนั้นหลุดออกจากเรื่องของการมีผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เข้ามาช่วยนักการเมืองในการบริหารเมืองที่มีลักษณะซับซ้อนและต้องการความร่วมมือกันของมืออาชีพและนักการเมือง

 มาสู่ระบบการบริหารเมืองที่เน้นให้หน่วยงานบริหารเป็นพื้นที่สาขาที่รองรับนักการเมือง กลไกพรรค และนักวิชาการที่ฝักใฝ่การเมืองไปเสียแล้ว?

 ถ้ากรุงเทพมหานครกลายเป็นเพียงพื้นที่ทางการเมืองแบบท้องถิ่นเหมือนที่อื่นๆ (มากกว่าความหมายว่าเป็นพื้นที่การปกครองในรูปแบบพิเศษ) สิ่งที่เรากำลังเผชิญก็คือ ตัวงบประมาณมหาศาลของกทม. ที่ระบบการตรวจสอบสาธารณะนั้นยังไม่ได้เป็นที่สนใจเท่ากับระบบการตรวจสอบของหน่วยการปกครองในระดับชาติ ทั้งที่ กทม.มีงบประมาณจำนวนมหาศาลเช่นกัน

 เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ ยิ่งถ้าเราทำให้การเมืองท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องของการสร้างผลงานของนักการเมืองมากเข้าไปทุกที แทนที่จะเป็นเรื่องของการพัฒนาสถาบันและกลไกของการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในระดับการตรวจสอบและริเริ่มนโยบาย รวมทั้งการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครเพื่อดูแลกันเอง อีกไม่นานกรุงเทพมหานครก็จะเต็มไปด้วยรูปผู้ว่าฯ และนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่สาธารณะมากขึ้นเรื่อยๆ จากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง

 ซึ่งก็คงจะเป็นคำถามท้าทายว่า คนกรุงเทพฯ จะยอมให้ "การเมืองของการ-เมือง" เป็นแบบนี้จริงๆ หรือครับ?