
อนาคตของกองทัพอยู่ที่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (1)
กองทัพที่เข้มแข็ง ย่อมมีขีดความสามารถด้านการจัดหายุทโธปกรณ์ชั้นนำ ทันสมัยเข้ามาขึ้นประจำการในกองทัพอย่างต่อเนื่องเพียงพอ แต่วิสัยทัศน์อันเลิศหรูของเหล่าทัพของไทยจะประสบความสำเร็จไปไม่ได้
ถ้าการจัดหานั้นยังจำกัดอยู่แต่การพึ่งพิงยุทโธปกรณ์ต่างชาติด้วยงบประมาณเพียงน้อยนิด ในสิบปีข้างหน้ากองทัพเรือจะเป็นกองเรือชั้นนำของภูมิภาคหรือกองทัพอากาศจะเป็นหนึ่งในกองกำลังที่ดีที่สุดของอาเซียนไปได้อย่างไร ถ้าไทยไม่สามารถผลิตอาวุธปล่อยนำวิถีประจำเรือหรือสามารถต่อเครื่องบินขับไล่ใช้เอง การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างจริงจังและเป็นระบบเท่านั้นที่จะสร้างฝันของชาติได้
นับตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ไทยเป็นกองทัพอันดับ 2 ของเอเชีย เป็นรองเพียงญี่ปุ่น อาจจะเหนือกว่าจีน ส่วนกองทัพของเพื่อนบ้านนั้น เป็นเพียงหน่วยทหารของประเทศเจ้าอาณานิคม ไทยเห็นคุณค่าของการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอาวุธมาโดยตลอด เพียงแต่เลี้ยวผิดทาง แทนที่จะเอาแบบญี่ปุ่นคือเน้นการสร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อความคุมชะตากรรมการจัดหาอาวุธของตนเอง ดันไปเอาง่ายเข้าว่า คือ พึ่งพาของสำเร็จรูปเกือบทั้งหมด โดยรับมาจากชาติที่มีอาวุธดีๆ โดยเฉพาะชาติตะวันตก จนทำให้ต้องติดกับทางปัญญา ไม่สามารถพัฒนายุทโธปกรณ์ระดับสูงโดยตนเองได้ ต้องวนเวียนอยู่กับบริษัทค้าอาวุธ อันเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาประเด็นค่าคอมมิชชั่นที่ลึกลับอีกด้วย
ความจริงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยมีมาก่อนชาติใดในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ขยายตัวเร็วมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กองทัพต้องผลิตสินค้ายุทธปัจจัยเองหลายอย่างเพื่อการทหารในห้วงเวลาที่อะไรก็ขาดแคลน ถึงแม้ว่าเราไม่ได้ผลิตยุทโธปกรณ์ระดับสเตทออฟดิอาร์ท แต่ยาง แบตเตอรี่ หรืออาหาร ก็ช่วยให้กองทัพอยู่รอด และผลิตต่อเนื่องช่วยเหลือประชาชนด้วย กลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ยุคหลัง วิสาหกิจของทหารเช่น องค์กรแก้ว ฟอกหนัง แบตเตอรี่ และอาหารกระป๋อง ถูกก่อตั้งอย่างเป็นทางการโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่หลังจากนั้นเรื่องพวกนี้กลับกลายเป็นอดีต ค่อยๆ สลายโทรมเลิกกิจการไป ศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ตั้งขึ้นสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ช่วยวิสาหกิจพวกนี้ไม่ได้
ขณะที่การพัฒนาด้านอาวุธและกระสุนค่อนข้างด้อย สงครามรบคอมมิวนิสต์ทำให้เราต้องเร่งจัดหา ”ของ” มารบโดยไม่เสียเวลาพัฒนา อาวุธราคาถูกจากสหรัฐทำให้เราเคยตัว สร้างนิสัยให้ต้องจัดหางบประมาณไปซื้ออาวุธต่างชาติ แม้ว่าจะก้าวเข้าสู่ในยุคหลังสงครามเย็นที่เราต้องปรับลดงบประมาณการทหารและสหรัฐ ตัดงบช่วยทางทหารลงแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันจะมัวร่ำไห้กับเวลาที่เสียไปกว่ากึ่งศตวรรษนั้นไม่ได้ เพราะชาติอื่นไม่รอเรา คราวหน้าว่ากันต่อครับ



