ข่าว

"หมอดื้อ"ร่ายยาว"วัคซีนขบขันหรรษา" ชี้ "ซิโนแวค"เอาไม่อยู่ รับมือไวรัสรุ่นใหม่ อย่างน้อยต้อง"Az หรือ mRna" เท่านั้น

"หมอดื้อ"ร่ายยาว"วัคซีนขบขันหรรษา" ชี้ "ซิโนแวค"เอาไม่อยู่ รับมือไวรัสรุ่นใหม่ อย่างน้อยต้อง"Az หรือ mRna" เท่านั้น

25 ก.ค. 2564

"หมอธีระวัฒน์" ชี้ "ซิโนแวค"เอาไม่อยู่ รับมือไวรัสรุ่นใหม่ อย่างน้อยต้อง"แอสตราหรือ mRna" เท่านั้น แนะ ต้องอธิบายประชาชนถึงข้อจำกัดของวัคซีน หากไม่สามารถทำได้

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ระบุหัวข้อ  วัคซีนหรรษา  ไทยรัฐ หมอดื้อ สุขภาพหรรษา มีใจความว่า  จากข่าวทั่วไป ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 เป็นที่มาของเรื่องขบขันจะไขว้ ซ้ายมาขวา หน้าไปหลัง กลางไปล่างขึ้นบน ย่อมได้หมดหรือไม่? ขอบคุณ องค์การอนามัยหรรษา แชร์กันต่อๆมาครับ ขอบคุณ ครับผม

 

"หมอดื้อ"ร่ายยาว"วัคซีนขบขันหรรษา" ชี้ "ซิโนแวค"เอาไม่อยู่ รับมือไวรัสรุ่นใหม่ อย่างน้อยต้อง"Az หรือ mRna" เท่านั้น

 

แขนขวาซิโนแวค ฉีดกันตาย ส่วนแขนซ้ายซิโนฟาร์ม ดูงามศรี

ที่ขาขวาโมเดอร์นา ก็เข้าที ขาซ้ายสปุตนิกวี มีพลัง

หน้าอกฉีด แอสตราเซเนกา แล้วเอา J&J มาฉีด ที่ข้างหลัง

สองสีข้างฉีดไฟเซอร์ แบบจังๆ หน้าผากฝัง แคปซูลยา ฟ้าทะลายโจร

ข้อมูลด้านล่างไม่ได้เป็นการอวย เอื้อ หรือต่อต้าน แทรกแซง ทางการใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นการชี้ให้เห็นความสำคัญของสองปัจจัย นั่นคือ ระดับภูมิที่วัดจากในเลือด ควรมีระดับสูงอยู่คงนาน และนอกจากนั้น ยังต้องขึ้นอยู่กับว่า ระดับภูมิที่สูงดังกล่าว ได้จากวัคซีนชนิดใดที่มีในปัจจุบัน จึงจะสามารถเจาะจงกับสายพันธุ์อื่นๆได้ไม่ใช่สูงอย่างเดียว

การใช้วัคซีนไขว้ สลับสับเปลี่ยน หรือตามซ้ำด้วยต่างยี่ห้อต่างเทคนิค กลายเป็นเรื่องสนุกสนาน หรรษาไปตามกัน ในเดือนกรกฎาคม 2564 และกลายเป็นเรื่องพูดกันไม่รู้จบ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบาย ซิโนแวคตามด้วยแอสตรา

 

แท้ที่จริงแล้วเนื้อหาเบื้องลึกเบื้องหลังการไขว้ ไปมาดังกล่าวมีที่มาที่ไป ในช่วงตั้งแต่ 3 ถึง 4 เดือนที่แล้วด้วยซ้ำ ทั้งนี้ เป็นการถกกันในระดับเวทีองค์การอนามัยโลก และในระดับสาธารณสุขของประเทศต่าง ๆ ที่ใช้ ไฟเซอร์ โมเดอร์นา แอสตรา เป็นหลัก และไม่เว้นกระทั่งในประเทศจีนเอง ที่เป็นเจ้าของตำรับวัคซีนเชื้อตายซิโนแวค ซิโนฟาร์ม ตั้งแต่ 13 เมษายน 2564 แต่ในจีนเป็นการฉีดตาม หลังจากครบซิโนแวค ซิโนฟาร์ม สองเข็มไปแล้ว

 

"หมอดื้อ"ร่ายยาว"วัคซีนขบขันหรรษา" ชี้ "ซิโนแวค"เอาไม่อยู่ รับมือไวรัสรุ่นใหม่ อย่างน้อยต้อง"Az หรือ mRna" เท่านั้น

 

ความจำเป็นในการไขว้ของแอสตรา กับไฟเซอร์ โมเดอร์นา จนกระทั่ง ซิโนแวค 2 เข็มแล้วตามด้วย แอสตราเซเนกา เริ่มมาตั้งแต่

1. เป็นภาคบังคับ เนื่องจากวัคซีนแต่ละยี่ห้อออกมาไม่ทันใช้ ดังนั้น จึงต้องหายี่ห้ออื่นมาควบรวม

2. ความต้องการที่จะให้ภูมิคุ้มกันในน้ำเหลืองสูงที่สุด และอยู่ให้คงนานที่สุด เพื่อให้มีการป้องกันการติดเชื้อได้นานและดียิ่งขึ้น นำมาสู่การใช้เข็มที่หนึ่งเป็น แอสตรา ตามด้วย ไฟเซอร์ หรือ โมเดอร์นา

3. แต่เมื่อเจอกับสายพันธุ์ เช่น เดลตา แม้มีภูมิในระดับสูงจริง แต่ประสิทธิภาพเฉพาะตัวต่อเดลตา กลับลดลงค่อนข้างมาก

4. นำมาสู่การกระตุ้นเข็ม 3 ของไฟเซอร์ หรือ โมเดอร์นา โดยหวังว่าระดับภูมิที่สูงมาก ๆ ยังพอที่จะช่วยกันการติดได้เพิ่มขึ้น แม้ต่างสายพันธุ์ออกไป แต่ทั้งนี้ต้องจับตาดูว่า การที่มีระดับภูมิจริง แต่ไม่เหมาะเหม็งกับสายพันธุ์ใหม่ กลับจะทำให้เมื่อติดเชื้ออาการกลับรุนแรงขึ้นหรือไม่ (Vaccine enhanced COVID-19 severity)

และนำไปสู่การพัฒนาวัคซีนรุ่นที่ 2 ที่มีความจำเพาะเจาะจงกับสายพันธุ์ที่เปลี่ยนไป เช่น วัคซีนไฟเซอร์ ที่จะเริ่มในเดือนสิงหาคม และวัคซีนของคนไทย คือวัคซีนใบยา ที่จะปรับเปลี่ยนไปตามกัน

5. ประเทศไทยใช้วัคซีนต่างจากในประเทศตะวันตก คือใช้วัคซีนเชื้อตาย อย่างเช่นใน บราซิล อินโดนีเซีย และชิลี ในประเทศไทยพบว่า เดือนแรกหลังเข็มที่สองของซิโนแวค ดูจะกันการติดเชื้อได้ดี แต่ในเดือนที่สอง สังเกตการติดเชื้อดูมากขึ้น และดูมีอาการเห็นได้ชัดเจนขึ้น พ้องกับระดับภูมิที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วและจาก 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำเหลือเพียง 30 ถึง 40%

6. ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวพบได้ในชิลี ซึ่งมีการติดตามประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อและป้องกันการเข้าโรงพยาบาลและการตายได้ดีมากจากซิโนแวค จนกระทั่งถึงวันที่ 1 พฤษภาคม แต่หลังจากนั้นกลับรุนแรงขึ้นมาใหม่ และเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย

 

7.ความรุนแรงของการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งอาการที่มากขึ้น น่าจะไม่สามารถอธิบายได้จากการลดระดับของภูมิในเลือดอย่างเดียว ทั้งนี้ อาจจะร่วมกับสายพันธุ์ เช่น เดลตา ทั้งนี้ เพราะในประเทศไทยการคัดเลือกคนที่ได้รับซิโนแวคสองเข็ม และระดับภูมิยังคงสูงกว่า 70% เช่นที่ 87 จนถึง 92% แต่เมื่อแยกวิเคราะห์ความสามารถต่อสู้กับไวรัสพบว่าลดลงอย่างมาก ทั้งสายอัลฟาและเดลตา

 

"หมอดื้อ"ร่ายยาว"วัคซีนขบขันหรรษา" ชี้ "ซิโนแวค"เอาไม่อยู่ รับมือไวรัสรุ่นใหม่ อย่างน้อยต้อง"Az หรือ mRna" เท่านั้น

 

8. คนไทยที่ได้ซิโนแวค 2 เข็ม สู้กับไวรัสอัลฟา และเดลตา ได้น้อยกว่า แอสตรา 2 เข็ม ที่ระดับภูมิมากกว่า 90% เหมือนกัน

9. ที่ได้ซิโนแวค 1 เข็ม และต่อด้วยแอสตรา 1 เข็ม ภูมิที่ระดับสูงกว่า 70% ดีกว่าซิโนแวคสองเข็ม ในการสู้กับอัลฟา เดลตาบ้าง แต่ยังมีประสิทธิภาพจำกัดมากและต่ำมาก ไม่เหมือนกับซิโนแวคสองเข็ม และต่อด้วยแอสตรา ภูมิจะดีขึ้นมาก และต่อสู้ได้ดีมากต่ออัลฟา และเดลตา

10. ในเรื่องของวัคซีนจบลงที่ว่า การดูระดับภูมิกลายเป็นสูงเกิน 90% ยิ่งดี แต่ต้องพ่วงด้วยความสามารถเฉพาะเจาะจงต่อชนิดของไวรัสด้วย ดังนั้น จะขึ้นกับชนิดของวัคซีนด้วย

บทพิสูจน์ชัดเจนว่า ถ้าซิโนแวค ที่สองเข็มไปแล้วเริ่มลดประสิทธิภาพลงในการป้องกันการติดเชื้อ บุคลากรทางการแพทย์ก็จะแพร่เชื้อต่อไปให้ผู้ป่วย

ที่หอผู้ป่วยแห่งหนึ่ง แผนกผ่าตัดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มีการติดในหอผู้ป่วยไปยังผู้ป่วยหลายรายที่นอนอยู่นานแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยที่กลับบ้านไปแล้ว มีอาการของโควิดแล้วกลับมาใหม่

การคำนึงถึงสูตรวัคซีน ไม่ใช่คิดถึงแต่ลดการตายอย่างเดียว แต่ต้องคิดถึงผลกระทบในวงกว้างต่อเพื่อนร่วมงานในระบบบริการสาธารณสุขและที่แพร่ไปยังผู้ป่วย

การใช้สูตรซิโนแวค เชื้อตาย ซึ่งออกแบบให้การฉีดในระยะแรกเป็นสองเข็ม แล้วจะทำให้เกิดผลในการป้องกันการติดและลดอาการหนักหรือเสียชีวิต แต่เมื่อมีการปรับเปลี่ยนเป็นซิโนแวค หนึ่งเข็ม ตามด้วยวัคซีนอื่น เป็นเรื่องที่ยังไม่ชัดเจนนัก เมื่อเปรียบเทียบกับวัคซีนอื่นเช่น แอสตรา หรือไฟเซอร์ โมเดอร์นา ที่มีข้อมูล แม้หลังจากหนึ่งเข็มก็ตาม จะสามารถมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ และอาการหนักได้ระดับหนึ่ง

ดังนั้น การใช้ซิโนแวคเข็มแรกตามด้วยแอสตราเข็มที่สอง จึงมีข้อกังวลว่าทำไมไม่ใช้แอสตราสองเข็มไปเลย หรือแอสตราหนึ่งเข็ม ตามด้วยไฟเซอร์หรือโมเดอร์นา ที่มีการใช้แล้วและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

และข้อมูลในวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ก็แสดงว่าแอสตราสองเข็ม หรือไฟเซอร์ โมเดอร์นาสองเข็ม แม้ว่าประสิทธิภาพต่อเดลตาจะลดลงบ้างแต่ยังพอไหว แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองวัคซีนดังกล่าวเมื่อพ้นหกเดือนภูมิก็ลดลงและเริ่มมีการติดใหม่

ถ้ามีปัญหาเกี่ยวข้องกับจำนวนของวัคซีนแต่ละยี่ห้อที่จะหามาได้ และไม่สามารถทำได้ อาจจะต้องอธิบายตามข้อจำกัดดังกล่าวมากกว่า ซึ่งประชาชนจะได้เข้าใจถึงความจำเป็นดังกล่าว

การดูผลกระทบของวัคซีนที่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อในบุคลากรที่ต้องดูแลผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่อ้างแต่เพียงว่าติดเชื้อไปไม่ถึง 1,000 ในที่ฉีดไปเป็นจำนวนมาก

ต้องถามว่าที่ติดไปโดยไม่มีอาการ และไม่รู้ว่าตัวเองติด และแพร่ไปให้คนอื่นมีมากมายเพียงใด และอาการหลังจากติดแล้ว แม้ได้รับวัคซีนนั้น จะเพิ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตามระดับภูมิคุ้มกันที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และตามสายพันธุ์ใหม่ที่เข้ามามีมากเพียงใด แต่คงไม่ใช่ไขว้ไปมาจากอะไรกันแน่ และจะเป็นเรื่อง วัคซีน ขบขัน หรรษาในที่สุด.

หมอดื้อ