ข่าว

ไขข้อข้องใจ "โซดา" แก้ปัสสาวะขัดได้จริงหรือไม่

เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ไขข้อข้องใจ "โซดา" แก้อาการปัสสาวะขัดได้จริงหรือไม่ พร้อมเรียนรู้วิธีป้องกัน และรักษา เมื่อเป็นแล้ว

 มีหลายคนแชร์ข้อมูลต่อ ๆ กันมา ถึงการดื่มโซดาแก้อาการปัสสาวะขัด หรือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ได้ชะงัด "คมชัดลึกออนไลน์" หาคำตอบมาให้ว่า ที่บอกต่อ ๆ กันมา เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ก่อนอื่นไปทำความรู้จักกันก่อนว่า อาการปัสสาวะขัดคืออะไร แล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

ไขข้อข้องใจ "โซดา" แก้ปัสสาวะขัดได้จริงหรือไม่

 Dysuria คือ ความรู้สึกเจ็บปวดหรือแสบร้อนเวลาปัสสาวะ ซึ่งเกิดจากการอักเสบ หรือติดเชื้อที่เนื้อเยื่อบริเวณทางเดินปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ หรือบริเวณใกล้อวัยวะเพศ และเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ที่
ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract infection หรือ UTI) มักมีสาเหตุจากแบคทีเรีย การติดเชื้อมักเกิดได้ที่บริเวณ ไต กรวยไต กระเพาะปัสสาวะ หรือท่อปัสสาวะ

อาการใดบ้างที่บ่งบอกว่า กำลังเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

1. ปวดปัสสาวะบ่อยมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน แบบกะปริบกะปรอย โดยเฉพาะต้องลุกมาปัสสาวะบ่อยมากขึ้นในเวลากลางคืน

2. ปัสสาวะแสบขัด

3. เมื่อปัสสาวะสุด อาจมีเจ็บเสียวบริเวณปลายหลอดปัสสาวะ

4. ในบางรายอาจมีปัสสาวะปนเลือด

 

 โซดาแก้อาการปัสสาวะขัด?

ส่วนการแชร์ข้อมูลกันว่า การดื่มน้ำโซดา จะทำให้อาการปัสสาวะแสบขัดหายได้นั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ระบุว่า "ไม่เป็นความจริง" เพราะน้ำโซดา คือ น้ำที่อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป เพื่อเพิ่มความอร่อย โดยการเพิ่มความซ่าให้กับเครื่องดื่มและช่วยทำให้รู้สึกสดชื่น แต่ไม่ได้ช่วยรักษาอาการปัสสาวะขัด  นอกจากนี้ โซดามีฤทธิ์เป็นกรดเล็กน้อย ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งเสริมให้เกิดกรดไหลย้อน ดังนั้น ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน หรือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารควรหลีกเลี่ยงการดื่มโซดา

 

ไขข้อข้องใจ "โซดา" แก้ปัสสาวะขัดได้จริงหรือไม่

         

หากมีอาการดังกล่าวแนะนำให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย และรับการรักษาที่ถูกต้อง โดยทั่วไปจะให้รับประทานยาปฏิชีวนะประมาณ 3-5 วัน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง อาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะนาน 7-10 วัน หรือแพทย์อาจต้องมีการตรวจเพิ่ม

 

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ป้องกันได้อย่างไร

1. หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะนาน ๆ โดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้แบคทีเรียที่ค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเจริญเติบโตได้ดี

2. ควรดื่มน้ำมาก ๆ ประมาณวันละ 8 - 10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยขับเชื้อโรคออกจากร่างกายโดยเร็ว

3. ควรทำความสะอาดอวัยวะเพศทุกครั้ง หลังปัสสาวะ และอุจจาระเสร็จ ผู้หญิงควรทำความสะอาดอวัยวะเพศจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ

4. ควรทำความสะอาดร่างกาย และปัสสาวะทิ้งทันทีหลังการมีเพศสัมพันธ์

 

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

logoline

ข่าวที่น่าสนใจ