
ตัวเลขตายจาก"โควิด-19" ทั่วโลก ลดลงผลจากวัคซีน สธ.เร่งฉีดกลุ่มเสี่ยง ลดตาย
สธ.เผยทั่วโลกติด"โควิด-19" สูงขึ้น แต่เสียชีวิตน้อยลงจากวัคซีน เร่งฉีดกลุ่มเสี่ยงเพื่อลดป่วยรุนแรงและเสียชีวิต
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไม่ได้กำลังรุนแรงขึ้นแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่า เชื้อกลายสายพันธุ์เดลตา จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้กราฟการแพร่ระบาดของโรคนี้ กลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาเปิด ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของโลกที่ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น แม้จะมีบางประเทศเคยควบคุมสำเร็จแล้ว หรือแม้แต่ในประเทศที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรจำนวนมากก็กลับมามีตัวเลขสูงขึ้นอีกครั้ง แต่ที่น่าสนใจคืออัตราการเสียชีวิตไม่เพิ่มขึ้นตาม สืบเนื่องจากการฉีดวัคซีน
ขณะที่ประเทศไทยสถานการณ์ระดับประเทศ จำนวนการติดเชื้อหลักเกินหมื่นรายต่อวันตลอดสัปดาห์ ที่ผ่าน แต่ในทางกลับกันพบว่า จำนวนการติดเชื้อในพื้นที่ กทม. เริ่มชะลอลง กระทรวงสาธารณสุขได้คาดการณ์ว่า อัตราผู้เสียชีวิตในสัปดาห์หน้าจะเริ่มชะลอลง ส่วนการฉีดวัคซีนนั้นยังเน้นผู้สูงอายุ ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรค และหญิงตั้งครรภ์ ในพื้นที่ระบาดให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อลดอาการรุนแรงและเสียชีวิต
นายแพทย์ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อโควิด -19 รายใหม่กลับมาเพิ่มสูงขึ้นประมาณ วันละ 5 แสนคน เสียชีวิตคงที่ประมาณ 8 พัน-1 หมื่นคนต่อวัน ทั้งนี้โรคโควิด-19ได้กลายเป็นโรคติดเชื้อประจำถิ่นทั่วโลก แม้แต่ประเทศที่เคยควบคุมสำเร็จหรือประเทศที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว 50-60% ของประชากรก็เกิดการระบาดระลอกใหม่และติดเชื้อสูงขึ้นใหม่อีกครั้ง
เช่นในสหรัฐอเมริกาที่มีการฉีดวัคซีนแล้ว 50% ของประชากร ยังมีการติดเชื้อรายใหม่สูงขึ้น ในหลายรัฐ โดยเฉพาะรัฐที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครอบคลุม หรือแม้แต่ในอังกฤษเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่แล้ว ผู้ป่วยรายใหม่น้อยกว่า1 พันรายต่อวัน ตอนนี้กลับมาสูงถึง 4 หมื่นรายต่อวัน หลังจากผ่อนคลายมาตรการ แต่ผู้เสียชีวิตไม่ได้สูงเป็น พันคนเหมือนช่วงก่อน โดยยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าร้อยคน
อย่างไรก็ตาม ภายหลังเพิ่มความเข้มข้นมาตรการสาธารณสุขและสังคม ร่วมกับการระดมฉีดวัคซีน พบข้อมูลว่า กทม.การเพิ่มจำนวนการติดเชื้อเริ่มชะลอตัวลง ไม่ได้เพิ่มสูงเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนแนวโน้มผู้เสียชีวิตคาดว่า สัปดาห์ถัดไปคงไม่สูงไปกว่า 100 รายต่อวันจากจำนวนการติดเชื้อที่เริ่มชะลอและการฉีดวัคซีน
ด้านสถานการณ์การฉีดวัคซีนโควิด -19 สามารถฉีดได้ประมาณ 3 แสนโดสต่อวัน ปัจจุบันฉีดสะสม 15,388,939 โดส โดยเป้าหมายการฉีดวัคซีนมี 3 ประการ คือ 1.ลดการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต 2.ปกป้องระบบสุขภาพ และ 3.กลับเข้าสู่การใช้ชีวิตประจำวัน โดยยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ได้ฉีดวัคซีนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อธำรงการควบคุมโรคและรักษาพยาบาลได้อย่างต่อเนื่องแล้ว
ส่วนเป้าหมายที่ 2 ในการลดการเสียชีวิตและการป่วย ที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ การฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป
ที่มีจำนวน 12.5 ล้านคน ฉีดไปแล้ว 2.4 ล้านคนคิดเป็น 20% ผู้ป่วยกลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง มีเป้าหมาย 5.3 ล้านคน ฉีดแล้ว 1.2 ล้านคน คิดเป็น 23.4% รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากระยะหลังพบการติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น โดยทั้ง 3 กลุ่มจะฉีดให้ครอบคลุมในพื้นที่ระบาดสูงสุดก่อนและเรียงตามประชากรกลุ่มอื่นและพื้นที่อื่นต่อไป
ทั้งนี้กลุ่มผู้สูงอายุและโรคเรื้อรัง หากติดเชื้อ 10 คน มีโอกาสเสียชีวิต 1 คน แต่คนทั่วไปที่ไม่มีโรค อายุ 20-59 ปี ติดเชื้อ 1 พันคน มีโอกาสเสียชีวิตเพียง 1 คน ต่างกันประมาณ 100 เท่า
สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่รับซิโนแวค 2 เข็มแล้ว กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายให้ฉีดเข็มกระตุ้นหรือบูสเตอร์โดส เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการป้องกันการติดเชื้อให้กับบุคลากรที่ ต้องทำงานเสี่ยงสูงและมีโอกาสสัมผัสการติดเชื้อ เนื่องจากซิโนแวคเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย การฉีดกระตุ้นจึงควร ใช้วัคซีนรูปแบบอื่น โดยอาจเป็นไวรัลเวคเตอร์ คือ วัคซีนแอสตร้าเซนเนกา หรือ mRNA คือวัคซีนไฟเซอร์ก็ได้ โดยการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า วัคซีนทั้งสองรูปแบบสามารถกระตุ้นเพิ่มภูมิต้านทานให้เพิ่มสูงขึ้นมากได้ ไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวัคซีนแอสตร้าเซนเนกามีอยู่แล้ว จึงสามารถฉีดกระตุ้นได้เลย ส่วนวัคซีน
ไฟเซอร์หากได้รับมาเมื่อใด ก็สามารถนำเข้ามาก็ฉีดได้เช่นเดียวกัน
เร็วๆ นี้ประเทศไทยจะได้รับวัคซีนไฟเซอร์
บริจาค 1.5 ล้านโดส จะทำให้มีประเทศไทยมีวัคซีนหลัก 3 ชนิด และสามารถใช้ไฟเซอร์เป็นเข็มกระตุ้น และยังสามารถเพิ่มความครอบคลุมการฉีดให้กับผู้สูงอายุ ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรค โดยเฉพาะพื้นที่มีการระบาดสูงให้ได้ความครอบคลุมโดยเร็ว



