
ยุติธรรมชุมชน
พูดกันมามากในเรื่องของชุมชนเข้มแข็งเดี๋ยวก็มีโครงการโน้นโครงการนี้ผุดขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชนแบบคิดเองทำเองซึ่งโครงการส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การพัฒนาเชิงกายภาพและสุขภาพ
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างฝายกั้นน้ำ การปลูกป่า พัฒนาอาชีพและการตลาด จนมาถึงการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี แต่ต้องยอมรับว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตของท้องถิ่นที่มุ่งเน้นการสร้างความเป็นธรรมในสังคมระดับหมู่บ้านยังคงมีไม่มาก
การตื่นตัวของชาวบ้านในเรื่องของการสร้างความเป็นธรรมในชุมชนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นจะมีอยู่บ้างในเรื่องของการป้องกันอาชญากรรม เช่น การป้องกันยาเสพติด เฝ้าระวังการลักเล็กขโมยน้อย และการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ถ้าเป็นเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้สามารถอำนวยความเป็นธรรมด้วยกันเองได้เป็นอีกเรื่องที่ต้องคุยกันวันนี้
การส่งเสริมคุณค่าของความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมมีมานานแล้ว แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งเน้นให้เกิดรูปธรรมในระดับชุมชนเพราะทัศนคติส่วนใหญ่ของคนไทยมักจะมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ใช่เรื่องของชาวบ้าน และมุ่งความหวังไปที่ตำรวจและผู้พิพากษาโดยเฉพาะชาวบ้านระดับรากหญ้าจะฝากความหวังไว้กับตำรวจและฝ่ายปกครองซึ่งมักจะเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายอำเภอ
การคิดว่ารัฐเท่านั้นที่ผูกขาดเรื่องการอำนวยความเป็นธรรมจึงไม่เป็นจริงกับโลกยุคปัจจุบันที่สังคมมีขนาดใหญ่และซับซ้อนมากขึ้น การหวังพึ่งแต่เจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในวังวนของระบบราชการและกรอบเงินงบประมาณที่ไม่เพียงพอส่งผลให้ชาวบ้านมีวิถียุติธรรมในระดับต่ำมากและเห็นความเหลื่อมล้ำของสังคมเมืองและสังคมชนบทอย่างชัดเจน
เมื่อมองกลไกของรัฐที่ใกล้ชิดกับชาวบ้านมากที่สุดพบว่ามีเรื่องของการศึกษา การปกครองท้องถิ่นและภูมิภาค การเกษตร การคมนาคม และการสาธารณสุข แต่ด้านความยุติธรรมยังห่างไกลกับชาวบ้านมาก แถมยังให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนมีความรู้เฉพาะด้านเท่านั้นที่ต้องร่ำเรียนอย่างลึกซึ้ง แม้เมื่อหันไปมองกลไกของรัฐที่ใกล้ชิดกับชาวบ้านมากที่สุดก็ไม่อาจผสมผสานการสร้างคุณค่าด้านความเป็นธรรมเข้าไปในแต่ละเรื่องได้ชัดเจน เช่น หลักสูตรการเรียนการสอนมีการสอดแทรกหลักสิทธิมนุษยชนไม่เพียงพอและยังไม่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน บทบาทของฝ่ายปกครองแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปมากแต่ยังคงวนเวียนอยู่ในมิติของการจัดตั้งเชิงปริมาณเช่นเดียวกับเรื่องของการเกษตรและคมนาคม แต่ในระยะหลังการสาธารณสุขจะดูโดดเด่นขึ้นมาบ้างกับบทบาทของหมอชนบทและระบบอาสาสมัครชาวบ้าน
มองกลไกด้านการอำนวยความเป็นธรรมของรัฐมีอยู่กระจัดกระจายไม่เป็นระบบจะเห็นว่าตำรวจ อัยการ ศาล ต่างมีระบบการทำงานและงบประมาณแตกต่างกันไป หรือแม้แต่ฝ่ายปกครองและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่ได้มุ่งเน้นไปในเรื่องนี้เพราะไม่ได้คิดว่าเป็นภารกิจหลัก ประกอบกับกระบวนการด้านการอำนวยความเป็นธรรมเป็นเรื่องของกฎหมายและระเบียบที่มีขั้นตอนมากมาย เรื่องของวิถียุติธรรมจึงถูกมองแบบแยกส่วนทั้งในสายตาของข้าราชการและชาวบ้าน คือมองว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของคนที่รู้และคนที่ทำงานอยู่ในแวดวงเท่านั้น
เรื่องการทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถในการคุ้มครองสิทธิและดูแลอำนวยความเป็นธรรมกันเองได้เพิ่งเริ่มทำกันมาเมื่อไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมาในรูปของยุติธรรมชุมชนซึ่งยอมรับว่ายังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ ผลลัพธ์จึงยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แต่งานด้านนี้เอ็นจีโอหลายกลุ่มเริ่มทำมาก่อนบ้างแล้วซึ่งภาครัฐจะต้องถอดบทเรียนการทำงานด้านนี้ของภาคประชาชนที่ต้องถือว่าก้าวหน้ากว่ามาผสมผสานและเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของตนเอง
ยุติธรรมชุมชนน่าจะเป็นอีกโจทย์หนึ่งของสังคมเพื่อให้เกิดวิถียุติธรรมโดยไม่ต้องลำบากจัดตั้งเป็นกองทัพประชาชน



