ข่าว

คนบ้านเดียวกัน

คนบ้านเดียวกัน

08 ก.พ. 2553

สัปดาห์ก่อน ผมได้รับโทรศัพท์จากปลายทางหมู่บ้านที่มี "ตำนาน" แห่งยุคสงครามประชาชน

 "ฉันเคลื่อนไหวเรียกร้องมากับเขาตั้งแต่แรก พอส่งรายชื่อไปที่จังหวัด ชื่อฉันกับสหายอีก 6 คน ไม่ผ่านการคัดกรอง มันจะเป็นไปได้ยังไง ฉันเข้าป่า ใครๆ ก็รู้"

 อดีตสหายหญิงรายหนึ่งร่ำระบายความไม่เป็นธรรมในการคัดกรองรายชื่ออดีตสหายผู้มีสิทธิจะได้รับเงิน 2 แสน 2 หมื่นบาทจากรัฐบาลอภิสิทธิ์

 สำหรับคณะกรรมการคัดกรองในระดับจังหวัด ประกอบด้วย ตัวแทนสหาย กอ.รมน. และฝ่ายปกครอง
 "ฉันสงสัยว่า ตอนเลือกตั้งนายก อบต. ฉันไม่ได้เลือกเขา"

 ปลายทางจากบ้านป่าบ้านไพร ได้ตั้งข้อสังเกตกรณี "คนบ้านเดียวกัน" ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 แต่งตั้งให้คณะกรรมการระดับจังหวัดคัดชื่อพวกเธอออก ด้วยเหตุที่ว่า เมื่อช่วงเลือกตั้งนายก อบต.เธออยู่คนละฝ่ายกับสหายคนดังกล่าว

 ได้ฟังแล้วก็รู้สึกเห็นใจ จึงรีบโทรศัพท์ไปหาสหายอีกกลุ่มหนึ่งให้ช่วยดูแลกันหน่อย ภายหลังทราบว่า พวกเธอเดินทางไปยื่นเรื่องร้องเรียนไว้ที่กองทัพภาคที่ 2

 เรื่องราวทำนองนี้ มีอยู่ในทุกหมู่บ้านสีแดงเก่า แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งสายกันกว้านหารายชื่อ ผรท.มาเข้าโครงการขอรับความช่วยเหลือตาม "พันธสัญญา 66/2523" จากรัฐบาลอภิสิทธิ์

 อดีตสหายบางคนโทรศัพท์ปรับทุกข์ว่า ทำไมพวกเราจึงเป็นอย่างนี้?

 จากที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาในทุกสมรภูมิ จาก "คนป่าเดียวกัน" มาเป็น "คนบ้านเดียวกัน"

 ไยจึงเอารัดเอาเปรียบกันราวกับว่า ไม่เคยมี "อดีต" ร่วมกัน สิ้นแล้วหรือคำว่า "ถนอมรักทางชนชั้น"?

 จริงๆ แล้ว กว่าร้อยละ 80 ของหมู่บ้าน เป็นคนที่ร่วมอุดมการณ์กันมา แม้จะมีบางส่วนไม่ใช่คนดั้งเดิม แต่ก็ไม่ใช่คนแปลกถิ่นแปลกหน้า

 ผมยอมรับว่า ทุนนิยมรุกรานทุกย่านตำบล แต่ในใจก็ยังหวังในเยื่อใยในอารมณ์รักแห่งชนชั้น จะหลงเหลืออยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้

 คำว่า หมู่บ้านที่มีตำนานนั้น มันเป็นยิ่งกว่าโศกนาฏกรรม เพราะหมู่บ้านถูก "เผา" และมีการกวาดต้อนชาวบ้านไปอยู่ยังถิ่นอื่นถึง 2 ครั้ง

 ครั้งแรก ปี 2509 ยุคเผด็จการครองเมือง ทหารบุกเข้ามาเผา โทษฐานที่เป็นแหล่งพักพิงของนักรบดาวแดง พร้อมต้อนชาวบ้านขึ้น ฮ.ไปตั้งหมู่บ้านใหม่ ยังอีกจังหวัดหนึ่ง ซึ่งห่างไกลจากบ้านเดิมกว่า 200 กม.

 อีกสามสี่ปีต่อมา พวกเขาก็ทยอยกลับมาปักหลักฟื้นฟูบ้านเก่ากลางป่าลึกอีกครั้ง

 ครั้งที่สอง ปี 2520 ยุคเผด็จการขวาจัด ทหารบุกเข้ามาเผาอีก ด้วยเหตุผลเดียวกัน และกวาดต้อนผู้คนไปตั้งหมู่บ้านใหม่ในอีกจังหวัดหนึ่ง แต่ใกล้กว่าครั้งแรก

 สักพักหนึ่งพวกเขาก็ได้กลับมาบ้านเก่า ในห้วงเวลาใกล้เคียงกับสงครามบนภูไพรยุติลง พี่น้องกลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาในหมู่บ้าน

 เมื่อสามปีที่แล้ว อดีตสหายยังร่วมกันจัดงานรำลึก "ตำนานแห่งหมู่บ้าน" เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึง "ประวัติศาสตร์หมู่บ้าน"

 พอมาปีนี้ "การเมืองในตำบล" และ "เงินสองแสน" กลับสร้างความร้าวลึกในคนบ้านเดียวกัน

 "...บ้านเรือนวอดวาย โดนเปลวไฟไหม้กลายเป็นอื่น ไปอยู่ขอนแก่น ด้วยความเคียดแค้นสุดฝืน ลำน้ำพองเจิ่งนองสายคลื่น สะอื้นเหมือนสายน้ำตา"

 เสียงเพลงแห่งตำนานหมู่บ้าน แว่วมาในความทรงจำของผม ในวันที่ได้รับข่าวสารเศร้าๆ จากหมู่บ้านกลางป่า

แคน สาริกา