ข่าว

นศ.พยาบาลโฮเรียนเถื่อนเสียเวลาฟรี3ปีหนี้ท่วม

นศ.พยาบาลโฮเรียนเถื่อนเสียเวลาฟรี3ปีหนี้ท่วม

07 ก.พ. 2553

นศ.พยาบาลวิทยาลัยนครราชสีมาโฮ เรียนหลักสูตรเถื่อนนาน 3 ปี พ่อแม่รอวันเรียนจบ สวมชุดขาวเป็นความภูมิใจของครอบครัว จำนองไร่นาเอาเงินเรียน ความหวังพังครืน แถมหนี้สินท่วม วอนผู้บริหารรับผิดชอบ ทั้งค่าเสียเวลา และดอกเบี้ยที่เกิดจากกู้เรียน

ความคืบหน้ากรณี นศ.วิทยาลัยพยาบาลนครราชสีมา เข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปรามและตำรวจในพื้นที่ ให้ดำเนินคดีกับผู้บริหารวิทยาลัย เนื่องจากหลักสูตรที่เรียนไม่ได้รับการรับรอง เมื่อจบก็จะไม่ได้รับสิทธิ์ในการประกอบวิชาชีพนั้น

 ล่าสุด วันที่ 7 ก.พ. 53 ที่บ้านเลขที่ 48 หมู่ 2 บ้านใหม่โพธิ์งาม  ต.ดอน อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา  นางสาวศุภรัตน์ หรือน้องนุ้ย ศรจังหรีด นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยนครราชสีมา  สวมกอดกับนางสมศรี ศรจังหรีด อายุ 44 ปี ผู้เป็นมารดา พร้อมกับหลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจ หลังจากที่ต้องทราบข่าวร้ายว่าความตั้งใจที่จะศึกษาเล่าเรียนเพื่อให้จบออกมาเป็นพยาบาลอย่างที่หวัง อาจจะต้องเป็นเพียงแค่ความฝัน เนื่องจากสถาบันฯต้นสังกัดยังไม่ผ่านการรับรองจากสภาการพยาบาลและไม่มีโอกาสที่จะขอรับใบรับรองประกอบวิชาชีพพยาบาลได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่มีใครในครอบครัว “ศรจังหรีด” คาดคิดมาก่อน เนื่องจากก่อนที่จะเข้าเรียนกับวิทยาลัยแห่งนี้ ทุกคนต่างมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าวิทยาลัยนครราชสีมาแห่งนี้จะสามารถเติมความฝันที่จะสร้างให้ นางสาวศุภรัตน์ฯ ซึ่งเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของครอบครัวจะได้เป็นพยาบาล และสร้างชื่อเสียงและเป็นที่พึ่งของครอบครัวในอนาคต

  นางสมศรี กล่าวว่า น้องนุ้ยเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียร อดออม กตัญญูกตเวทีและมีความตั้งใจจริง ที่จะทำให้ครอบครัวสมหวังและพร้อมที่จะเป็นเสาหลักของครอบครัว ดูแลพ่อ-แม่ และน้องสาวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งหลังจบมัธยมปลายจากโรงเรียนปักธงชัยประชานิรมิต อ.ปักธงชัย  บิดา-มารดา จึงตัดสินใจนำโฉนดที่นาจำนวน 10 ไร่ที่มีอยู่ ไปจำนองกับเพื่อนบ้านเพื่อนำเงินก้อนประมาณ 1.5 แสนบาท มาส่งเสียให้น้องนุ้ย ได้เรียนพยาบาลที่วิทยาลัยนครราชสีมา เพื่อที่จะได้จบออกมามีงานทำ และเป็นที่พึ่งของครอบครัวต่อไปในวันข้างหน้า รวมแล้วมาจนถึงวันนี้ครอบครัว "ศรจังหรีด"มีหนี้สินจากการกู้ยืมเพื่อนบ้านเป็นเงินจำนวนกว่า 1.5 แสนบาท ประกอบกับเงินกู้ยืมเรียนจากกองทุนให้กู้ยืมเรียนเพื่อการศึกษา( กยศ.)ของ น.ส.ศุภรัตน์ฯ อีก 312,000  บาท  และลำพังเพียงแค่การทำนาปีมีรายได้ปีละประมาณ 2 หมื่นบาท ก็ยังไม่สามารถที่จะใช้หนี้ทั้งหมดได้ และความหวังทั้งหมดยิ่งดูเหมือนจะมาถึงทางตันเมื่อวันนี้โอกาสที่จะจบมาเป็นพยาบาลของน้องนุ้ยฯ กำลังเลือนลางลงไปทุกที

 นางสมศรี กล่าวว่า ตนเองและสามีตัดสินใจนำที่นาไปจำนองไว้กับเพื่อนบ้านเพื่อนำเงินจำนวน 1.5  แสนบาทมาส่งเสียให้ลูกสาวคนโตได้เรียนหนังสือ เนื่องจากมั่นใจว่าบุตรสาวคนนี้มีความตั้งใจจริงและสามารถเรียนจบออกมาเป็นที่พึ่งของครอบครัวต่อไปในวันข้างหน้าได้ แต่มาวันนี้ได้ทราบข่าวที่เกิดขึ้นความหวังทั้งหมดที่ตั้งไว้แทบจะพังทลายลง และยังไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าต่อไปจะเป็นเช่นไร หนี้สินที่มีอยู่ท่วมหัวทั้งของตัวเองและของบุตรสาวที่กู้ยืมเรียนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษารวมแล้วกว่า 3 แสนบาท ครอบครัวจะเอาที่ไหนมาใช้หนี้ หากบุตรสาวคนนี้ไม่ได้จบออกมาเป็นพยาบาลมีงานมีเงินเดือนมารับภาระตรงนี้ เพราะลำพังเงินที่ได้จากการทำนาเพียงปีละ 2 หมื่นบาท ที่ต้องรอดูความสมบูรณ์ฟ้าฝนและความแห้งแล้งในแต่ละปี ก็ไม่รู้ว่ากี่ปีกี่ชาติที่จะใช้หนี้ที่กู้ยืมมาให้หมดไปได้ ดังนั้นจึงอยากฝากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ หาทางออกกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพราะเชื่อว่าผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครอบครัวของตนเองเพียงครอบครัวเดียว แต่ยังมีอีกหลายครอบครัวที่ต้องเจอกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน

  นางสาวศุภรัตน์ เปิดใจว่า ก่อนหน้าที่จะเข้าศึกษากับวิทยาลัยนครราชสีมา ได้ตัดสินใจเลือกที่จะเข้าเรียนพยาบาลกับวิทยาลัยนครราชสีมา โดยไม่รู้มาก่อนเลยว่าวิทยาลัยแห่งนี้ยังไม่ผ่านการรับรองจากสภาการพยาบาล เพราะเชื่อคำบอกเล่าของญาติที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและดูจากโบว์ชัวร์แผ่นพับของทางวิทยาลัยนครราชสีมาที่ประชาสัมพันธ์ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 1 - 3 ตัวเองก็ต้องใจเรียนอย่างดีมาโดยตลอด ส่วนทางบ้านก็พยายามส่งเสียด้วยการกู้หนี้ยืมสินมาให้ตนเองได้เรียน และพ่อแม่ก็ไม่เคยปริปากบอกว่าตอนนี้ครอบครัวมีหนี้สินมากน้อยเพียงใด บอกเพียงว่าตนเองมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป อย่ามาสนใจเรื่องอื่นและพยายามเรียนให้จบโดยเร็วเพื่อที่จะได้มีงานทำและกลับมาเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวดูแลพ่อ-แม่

 แต่เมื่อรู้ถึงปัญหาของทางวิทยาลัยที่ยังไม่ผ่านการรับรองจากสภาการพยาบาล ความหวังของครอบครัวต้องมาพังทลายลงและยังไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นตนเองมองว่า เป็นความรับผิดชอบของวิทยาลัยโดยตรงที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น และวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ด้วยการจัดหาสถาบันการศึกษาอื่นที่ผ่านการรับรองจากสภาการพยาบาลอย่างถูกต้องมารับช่วงถ่ายโอนนักศึกษาให้ได้มีโอกาสเข้าศึกษาและสามารถจบการศึกษาในนามของสถาบันนั้นๆได้เพื่อที่จะมีโอกาสขอรับใบประกอบวิชาชีพพยาบาลได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย และจะต้องชดใช้ค่าเสียเวลาและค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไปกับทางวิทยาลัยนครราชสีมา ที่ถือว่าเป็นการสูญเปล่าซึ่งวิทยาลัยควรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับผลที่เกิดขึ้นจากความหลอกลวงที่วิทยาลัยฯได้ทำไว้กับนักศึกษาและนอกจากนี้ตนเองขอวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องรีบเข้ามาจัดการแก้ไข

  ปัจจุบัน นส.ศุภรัตน์ และเพื่อนนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ ว.นครราชสีมา จำนวนหนึ่งตัดสินใจยกเลิกการฝึกงานจากสถานพยาบาลและ รพ.ต่างๆเพื่อเดินทางกลับมารอฟังคำตอบและแนวทางความช่วยเหลือที่ชัดเจนจากทางวิทยาลัยนครราชสีมา ที่รับปากว่าจะหาสถาบันการศึกษาอื่นเพื่อรองรับการโอนย้ายนักศึกษาให้ได้มีโอกาสศึกษาต่อกับสถาบันการศึกษาที่ผ่านการรับรองอย่างถูกต้องจากสภาการพยาบาล ซึ่งนักศึกษาไม่ต่ำกว่า 100 ชีวิตในคณะพยาบาลศาสตร์วิทยาลัยนครราชสีมา ก็ยังคงรอฟังคำตอบจากทางวิทยาลัยอยู่เช่นเดียวกัน โดยทางวิทยาลัยได้รับปากว่าจะให้ความชัดเจนกับนักศึกษาภายในวันที่ 15 ก.พ.2553 นี้

  ไม่ใช่เพียงแค่นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่เท่านั้น นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา รุ่นแรกที่จบการศึกษาออกไป ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่สามารถสอบขอรับใบรับรองพยาบาลวิชาชีพได้ อย่างเช่นนางสาวนัฐญา ศีระพัฒน์ ซึ่งปัจจุบันเป็นลูกจ้างชั่วคราว ทำงานในหน้าที่ผู้ช่วยพยาบาลภายในห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง ใน จ.นครราชสีมา และทำหน้าที่ทุกอย่างไม่แพ้กับพยาบาลทั่วไป เพียงแต่ยังไม่สามารถที่จะสอบขอรับใบประกอบวิชาชีพพยาบาลได้เพราะสภาการพยาบาลไม่รับรองหลักสูตรของว.นครราชสีมา  จึงทำให้ต้องเสียโอกาสด้วยการต้องเสียเงินเดือนจำนวน 1,500 บาท จากเงินที่ได้รับปัจจุบัน 15,500 บาท เป็นค่าที่ยังไม่สามารถมีใบประกอบวิชาชีพพยาบาลได้ และเตรียมที่จะต้องตกอยู่ในฐานะคนตกงานเนื่องจากใกล้ครบสัญญา 1 ปี ที่ทำไว้กับโรงพยาบาล ในเงื่อนไขที่ว่าหากทำงานกับทางโรงพยาบาลครบ 1 ปี แล้วยังไม่สามารถสอบขอใบรับรองพยาบาลวิชาชีพได้ทางโรงพยาบาลก็ไม่สามารถที่จะจ้างงานต่อได้ โดยตั้งแต่จับการศึกษามาจนถึงขณะนี้นางสาวนัฐญาฯ เหลือเวลาที่จะทำงานอยู่ในโรงพยาบาลแห่งนี้เพียงไม่ถึง 2 เดือนและจะต้องออกจากงานภายในวันที่ 1 มีนาคม 2553 นี้ตามสัญญาที่ตกลงไว้กับทาง รพ. และตอนนี้นางสาวนัฐญาฯ และเพื่อนที่จบจากสถาบันเดียวกันต้องยื่นใบลาออกล่วงหน้าไว้กับทางโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว

  นางสาวณัฐญา กล่าวว่า ทุกวันนี้ตัวเองยังไม่รู้อนาคตว่าจะต้องตกอยู่ในสภาพอย่างไรหลังจากที่ต้องออกจากงานที่โรงพยาบาล จึงอยากจะขอคำยืนยันที่แน่ชัดจากทางวิทยาลัยว่าจะช่วยเหลือตัวเองอย่างไรบ้างซึ่งหากว่าจะช่วยเหลือด้วยการจัดหารสถาบันการศึกษาอื่นเพื่อเทียบโอนผลการเรียนของตนเองให้มีโอกาสเข้าเรียนกับสถาบันอื่นเพื่อให้มีสิทธิ์สอบขอใบรับรองวิชาชีพพยาบาลได้อย่างถูกต้องก็ขอให้รีบดำเนินการโดยเร็ว ซึ่งตนเองก็พร้อมที่จะรับเงื่อนไขนั้น แต่ควรที่จะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพราะทุกวันนี้ตนเองและเพื่อนนักศึกษาที่จบการศึกษาไปแล้วเสียเวลาและโอกาสมามากพอแล้ว