
มาร์คฟ้องมรดกโลกฮุนเซนด่าไทยรุกราน
บัวแก้วตั้งวอร์มรูมติดตามฮุนเซนลงพื้นที่ชายแดน นายกฯ" ชี้การที่ ฮุนเซน ระบุไทยรุกราน ถือเป็นการยอมรับว่าพื้นที่นั้นเป็นของไทย เผย ฮุนเซน พยายามปลุกระดมคนกัมพูชาเป็นระยะ แต่ไทยยันไม่ต้องการให้เกิดเหตุปะทะ ปัดตอบความพยายาม ฮุนเซนเอี่ยวเสื้อแดงหรือ
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 7 ก.พ.หน้าบ้านพัก ซ.สุขุมวิท 31 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่าประเทศไทยรุกรานกัมพูชาตลอดเวลาว่า คงไม่เป็นการสร้างความเข้าใจผิดอะไร ซึ่งเราก็จะใช้จุดตรงนี้ในการไปอธิบายให้เห็นว่าพื้นที่ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับมรดกโลก เราถือเป็นพื้นที่ของเราชัดเจน และการที่สมเด็จฮุนเซนยอมรับโดยการออกมาพูดในทำนองว่าไทยเข้าไปรุกราน ก็เท่ากับท่านยอมรับว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่ถือเป็นของไทย ดังนั้นก็จะมีความชัดเจนมากขึ้นในการที่จะไปบอกกับคณะกรรมการมรดกโลกว่าพื้นที่ที่เกี่ยวข้องที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นของเขานั้นไม่ใช่
เมื่อถามว่าแล้วจะบอกด้วยวิธีการใด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะบอกกับทางคณะกรรมการมรดกโลก เพราะเรามีกำหนดการในช่วงที่ทางกัมพูชาจะต้องส่งแผนในการบริหารจัดการพื้นที่ เราก็ต้องทำความเห็นเสนอไปอยู่แล้ว เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ที่ไทยเคยทำเรื่องแย้งการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกันมีผลแล้วหรือยัง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในชั้นนี้เป็นเรื่องที่ทางกัมพูชาจะเสนอแผนตามมติเดิมของคณะกรรมการมรดกโลก เราก็จะเอาแผนเขามาดู เพราะจะต้องมีเรื่องของแผนที่และเขตแดนต่างๆ จากนั้นไทยก็จะเสนอความเห็นของเราต่อไป ในส่วนที่มีข่าวว่าวันที่ 15 ก.พ.นี้ จะมีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกก็ไม่เป็นความจริง เพราะการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกจะมีขึ้นในช่วงกลางปีนี้ แต่ว่าแผนจะต้องส่งล่วงหน้า ก่อนการประชุม ซึ่งตนไม่แน่ใจว่า 60 หรือ 90 วัน
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่สมเด็จฮุนเซนมีแผนที่จะเดินทางเข้าไปที่ปราสาทตาเมือนธม ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ฝ่ายไทยก็จะปฏิบัติเหมือนเดิม โดยจะมีคนของเราไปรับที่บริเวณที่เป็นเขตแดนของเรา ส่วนที่สมเด็จฮุนเซนจะขอให้ทหารไทยถอนกำลังออกจากพื้นที่ในช่วงที่จะเดินทางไปนั้นไม่ได้ เมื่อถามย้ำว่าถ้าฝ่ายกัมพูชาไม่ยินยอมจะทำอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำเพียงคำเดียวว่า “ไม่ได้”
เมื่อถามว่าการพูดของสมเด็จฮุนเซนเหมือนเป็นการปลุกระดมคนกัมพูชา จะทำให้ปัญหาตามแนวชายแดนปะทุขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สมเด็จฮุนเซนก็ทำอย่างนี้เป็นระยะๆอยู่แล้ว แต่เราก็ใช้แนวปฏิบัติที่ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาการปะทะกัน เมื่อถามว่ามองนัยยะของสมเด็จฮุนเซนอย่างไรที่ถึงขนาดที่สวมชุดทหารทั้งตัวเองและภรรยาเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็เป็นความพยายามของสมเด็จฮุนเซน แต่เราก็ชัดเจนว่าถ้าพื้นที่ไหนเป็นของเรา เราก็อยู่ตรงนั้น เมื่อถามย้ำว่าที่ระบุว่าสมเด็จฮุนเซนหวังผลนั้นวิเคราะห์หรือไม่ว่าเขาหวังผลอะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันอาจจะมีการเมืองในประเทศ การเมืองที่มาเกี่ยวกับเรา และเรื่องมรดกโลก
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ระบุว่าความพยายามของสมเด็จฮุนเซนที่เกี่ยวข้องกับไทยนั้น เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อแดงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงไม่ต้องขยายความ
จี้ให้จนท.ต้องระวังพื้นที่เสี่ยงที่ม็อบเสื้อแดงชุมนุม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาระบุว่ามี 38 จังหวัดที่ต้องเฝ้าจับตามองการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า ขณะนี้มันมีการเคลื่อนไหวที่จะชุมนุม เราก็จะดูจากการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ทั้งนี้เราให้ความสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าจะทำอย่างไรจะรักษาความสงบเรียบร้อย ดังนั้นก็ต้องเฝ้าระวังในพื้นที่ที่เราคิดว่ามีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ความรุนแรงเท่านั้นเอง
เมื่อถามว่ามีจังหวัดใดที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราจะดูจากเหตุการณ์ที่ผ่านๆมา และการเคลื่อนไหวผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะจากสื่อท้องถิ่น ก็จะมีบางจังหวัดซึ่งจะเห็นว่าเคยมีการปะทะ การเคลื่อนไหวและความรุนแรงที่ออกนอกกรอบของกฎหมาย ก็ต้องให้ความสำคัญกับจังหวัดเหล่านั้นมากเป็นพิเศษ
เมื่อถามว่าการใช้สื่อท้องถิ่นเป็นเครื่องมือปลุกระดม ทำไมรัฐจึงยังจัดการไม่ได้ นายอภิสิทธ์ กล่าวว่า เรื่องของวิทยุชุมชนนั้น เป็นอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เมื่อถามว่าแต่การปลุกระดมหากผิดกฎหมายแล้วเราใช้กฎหมายฉบับอื่นจัดการไม่ได้หรือ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าไม่มีกฎหมายพิเศษ ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องเป็นเรื่องของ กทช. ที่จะต้องดูแล
เมื่อถามว่าหากเกิดกรณีฉุกเฉินสามารถที่จะประกาศกฎหมายเพื่อบังคับใช้ได้ทันทีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้ามีความจำเป็นก็ประกาศใช้ แต่ถ้าไม่จำเป็นก็จะหลีกเลี่ยง เราพยายามที่จะไม่ใช้กฎหมายพิเศษ แต่ถ้าจำเป็นต้องประกาศใช้ก็จะดูที่ความจำเป็นของสถานการณ์และพื้นที่ “รัฐบาลมีแนวว่าจะใช้กฎหมายพิเศษให้น้อยที่สุด แต่ถ้ามีข่าวหรือสถานการณ์ มีความจำเป็นเราก็ดำเนินการ เพราะการประกาศใช้กฎหมายพิเศษที่ผ่านมาของรัฐบาล เราก็ไม่ได้ไปจำกัดสิทธิ เสรีภาพ ขั้นพื้นฐาน เพียงแต่มาตรการการตรวจสอบจะเข้มงวดกวดขันมากขึ้นเท่านั้นเอง ที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดก็ไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือผลกระทบ ตรงกันข้ามการประกาศใช้กฎหมายพิเศษและสามารถป้องกันเหตุการณ์ได้ ก็เป็นประโยชน์กับทุกๆคน
ย้ำมีโอกาสที่ปชป.จะได้ ส.ส.240เสียง
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ท้าให้นายกรัฐมนตรียุบสภาตอนนี้ถ้ามั่นใจว่าจะได้ส.ส. 240 เสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า ว่า เขามีสิทธิ์ท้า แต่ผลการสำรวจของเอแบคโพลล์ก็ตรงกับที่ตนวิเคราะห์เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นธรรมดา เพราะในการเลือกตั้งทุกครั้ง ช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งจะเป็นเช่นนั้น
เมื่อถามว่าจะดึงกลุ่มพลังเงียบมาอยู่กับรัฐบาลได้อย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคิดว่าทุกพรรคก็มีโอกาส ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ คนที่อยู่ตรงกลางจะดูเรื่องของนโยบายและตัวบุคคล ซึ่งตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจ เพราะยังไม่มีความชัดเจนว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเกิดขึ้นในเงื่อนไขใด และมีนโยบายใด ปัญหาใดที่เป็นเรื่องที่อยู่ในใจของเขามากที่สุด รวมทั้งตัวเลือกต่างๆ
เมื่อถามว่าผลโพลล์ดังกล่าวระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่สามารถทำให้คนกรุงเทพฯสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ได้ขาดลอย เพราะมีประชาชนเพียงร้อยละ 25.4 ที่สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ แต่ขณะที่ร้อยละ 27.2 สนับสนุนนักการเมืองคนอื่น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องของพื้นที่กทม.นั้นเป็นธรรมดาที่สุด เพราะส่วนใหญ่ การตัดสินใจชี้ขาดของประชาชนจะมีในช่วง 3-4 วันก่อนการเลือกตั้ง
เมื่อถามย้ำว่าคะแนนนิยมของตัวนายอภิสิทธิ์ยังน้อยกว่านักการเมืองคนอื่น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่านักการเมืองคนอื่นมีกี่คน แต่ตนไม่ห่วง เพราะเขาทำการสำรวจเฉพาะคนที่บอกว่าอยู่ตรงกลาง และตนก็เป็นคนกรุงเทพฯ ก็เข้าใจความรู้สึกและวิธีคิดว่าคนกรุงเทพฯจะรับข้อมูลข่าวสารมากแล้วจะใช้ข้อมูลข่าวสารมากที่สุด จึงยังมีข้อมูลต่างๆอีกมาก ซึ่งตนคิดว่าค่อนข้างเป็นธรรมชาติของคนกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม ตนพยายามทำงานหนักอย่างเต็มที่ที่สุดอยู่แล้วในตอนนี้
บัวแก้วตั้งวอร์มรูมติดตามฮุนเซนลงพื้นที่ชายแดน
กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่สมเด็จเดโช ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีกำหนดการที่จะเดินทางมาเยี่ยมพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างวันที่ 6 - 8 กุมภาพันธ์ 2553 โดยอาจจะเข้ามาในพื้นที่ของไทยในบางจุดด้วยนั้น กระทรวงการต่างประเทศขอเรียนย้ำ ดังนี้
1. รัฐบาลไทยไม่ขัดข้องหากนายกรัฐมนตรีกัมพูชาประสงค์ที่จะเดินทางเข้ามาในพื้นที่ของไทย แต่ต้องแจ้งให้ทราบ และขออนุญาตก่อน โดยรัฐบาลไทยจะมีผู้แทนไปต้อนรับในระดับที่เหมาะสม
2. การเยือนดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่ออธิปไตยของไทย เนื่องจากตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การเดินทางเข้ามาดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้นต่อการอ้างสิทธิทางกฎหมายเหนือดินแดนของไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้เคยอ้างสิทธิ และยังคงไว้ซึ่งสิทธิของไทยอยู่อย่างเต็มที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกากรณีการลงพื้นที่ของสมเด็นฮุนเซนในครั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศไทยได้ตั้งวอร์มรูม เพื่อรับติดตามข่าวการลงพื้นที่สมเด็จฮุนเซน รวมทั้งเพื่อได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนในประเด็นข้อสงสัยต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาชายแดนที่มีความละเอียดอ่อนมาก
วีระสังเกตการณ์ปราสาทตาเมือนธม
นายวีระ สมความคิด แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อธิปไตย กล่าวว่า ขณะนี้ตนและประชาชนหลายร้อยคน กำลังเดินทางไปที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่จะเดินทางมาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีหากเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
พร้อมกันนี้ตนจะเข้าสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของทางการไทย บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยว่าจะดำเนินการอย่างไรหาก สมเด็จฮุน เซน รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย เนื่องจากไม่เชื่อการข่าวของรัฐบาล เพราะมีการปกปิดข้อเท็จจริง จึงต้องเดินทางไปดูด้วยตัวเอง
ส่วนกรณีหน่วยงานด้านความมั่นคง ขอร้องให้ตนยุติการเคลื่อนไหว เพราะเกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ขอถามกลับว่ากลัวอะไร ขณะเดียวกันไม่ทราบกำหนดการของ สมเด็จฮุน เซน เพราะมีการปิดข่าว
นอกจากนี้ นายวีระยังถามคนเสื้อแดงด้วยว่า เป็นคนไทยหรือไม่ เพราะแทนที่จะช่วยกันออกมาขับไล่คนที่รุกรานไทย แต่กลับมาต่อต้านการเคลื่อนไหวของตน



