ข่าว

ศก.ฟื้นรัฐอัดโครงสร้างพื้นฐานนายกฯปรับแผนกระตุ้น-เจโทรจี้ชัดเจนมาบตาพุด

ศก.ฟื้นรัฐอัดโครงสร้างพื้นฐานนายกฯปรับแผนกระตุ้น-เจโทรจี้ชัดเจนมาบตาพุด

06 ก.พ. 2553

"อภิสิทธิ์"ชี้เศรษฐกิจไทยฟื้น เล็งปรับแผนกระตุ้น เร่งวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบขนส่งทั่วประเทศ ปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ด้านเจโทรอยากเห็นแผนแก้ปัญหาลงทุนมาบตาพุดที่ชัดเจนโดยเร็ว เผยผลสำรวจทุนญี่ปุ่นยังยึดไทยเป็นฐานผลิต

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “มองข้างหน้าเพื่ออนาคตในมุมมองของอภิสิทธิ์” จัดโดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ระบุว่า เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้จะเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานที่ดี เพราะเพียงเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้น การส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยก็กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านภาคเกษตร เมื่อทุกอย่างเอื้ออำนวย ภาคเกษตรจะเป็นแรงขับสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจ

 "รัฐบาลต้องมองไปในอนาคตข้างหน้าและตั้งโจทย์ว่า ไทยจะวางรากฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไปในทิศทางใด เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้เข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมทั้งวางรากฐานการเติบโตของประเทศในระยะกลางและยาว มาถึงขณะนี้รัฐบาลจะต้องปรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเอ็กซิสสตาร์เตจี เพราะเศรษฐกิจที่เริ่มขยายตัวได้ดี" นายอภิสิทธิ์กล่าว

 นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยต้องมีการยกระดับขีดความสามารถโครงสร้างพื้นฐานของไทย เช่น การขนส่งที่มีต้นทุนสูงมาก การขนส่งระบบรางจะมีความสำคัญมาก และการขนส่งนั้นจะไม่จำกัดเฉพาะการขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ แต่ต้องรวมถึงการขนส่งระบบรางทั่วประเทศ และรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน การเพิ่มสัดส่วนงบด้านวิจัยแบบก้าวกระโดด ขณะเดียวกันรัฐบาลจะผลักดันให้มีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่

 นายมูเนโนริ ยามาดะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย (เจโทร) กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการเห็นความชัดเจนในการดำเนินการของรัฐบาลไทยเพื่อคลี่คลายปัญหาการลงทุนในมาบตาพุด ไม่ได้ต้องการบีบบังคับแต่อย่างใด เพราะปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเอกชนรุนแรงยิ่งกว่าปัญหาการเมืองในประเทศ ซึ่งรัฐบาลควรมีโรดแม็พที่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ และศาล ที่เป็นผู้ออกคำสั่งระงับโครงการ เพื่อคลี่คลายปัญหาให้จบสิ้นและชัดเจน

 ทั้งนี้ จากผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ในหัวข้อผลกระทบจากปัญหามาบตาพุดนั้น นักลงทุนญี่ปุ่นกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางตรงในหลายอุตสาหกรรมด้วยกัน เช่น อุตสาหกรรมเคมี ก่อสร้าง งานวิศวกรรม เหล็ก แต่มีบริษัทเพียง 4 แห่งหรือคิดเป็นสัดส่วน 1% เท่านั้น ที่เตรียมทบทวนแผนการลงทุน จึงสะท้อนว่าในสายตานักลงทุนญี่ปุ่น ไทยยังคงเป็นฐานธุรกิจที่สำคัญทั้งในการลงทุน และการขยายธุรกิจต่อไป