ข่าว

เช็กอาการเบื้องต้น เชื้อ"โควิด-19" ลงปอดหรือยัง

เช็กอาการเบื้องต้น เชื้อ"โควิด-19" ลงปอดหรือยัง

14 ก.ค. 2564

เช็กอาการเบื้องต้น เชื้อ"โควิด-19" ลงปอดหรือยัง ด้วยเก้าอี้ 1 ตัว

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ตัวเลขผู้ป่วยในแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องรายวัน ส่งผลให้ในแต่ละโรงพยาบาล ขาดแคลนเตียงเพื่อรับผู้ป่วยเข้ารับการรักษา บางรายที่อาการไม่รุนแรง ต้องกักตัวรักษาที่บ้านเอง แต่จะมีวิธีการรู้ได้อย่างไรว่า เชื้อโควิด-19 ลงปอดแล้วหรือยัง โดยทางสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ได้ให้คำแนะนำไว้ก่อนหน้านี้ ด้วยวิธีการตรวจสอบง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

 

เช็กอาการเบื้องต้น เชื้อ"โควิด-19" ลงปอดหรือยัง

อุปกรณ์ที่ใช้

1. เก้าอี้ที่แข็งแรงชนิดมีพนักพิงหลัง แต่ไม่มีที่เท้าแขน  ความสูงจากที่นั่งถึงพื้น 40-50 เซ็นติเมตร

2. เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (pulse oximeter) ควรมีจอแสดงผลให้เห็นค่า SpO2 และ HR ได้ชัดเจน โดยบุคลากรที่อยู่ด้านนอกโซนผู้ป่วย ทั้งการดูโดยตรงหรือผ่านกล้องถ่ายทอด

วิธีการ

  1. ให้ผู้ป่วยถอดหน้ากากอนามัยออก ยืนเท้าเอว และวางมือสองข้างไว้ที่สะโพก โดยสวมเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วตลอดการทดสอบ 
  2. เมื่อผู้ทดสอบพูดว่า"เริ่ม" ให้ผู้ป่วยนั่งเต็มก้นลงบนเก้าอี้ แล้วลุกขึ้นยืนตรงทันที โดยไม่ใช้มือดันเก้าอี้ และกลับไปนั่งเต็มก้นอีกครั้ง ทำซ้ำให้เร็วที่สุดเท่าที่ได้ใน 1 นาที (ควรได้ 20-30 ครั้งใน 1 นาที) โดยผู้ป่วยกำหนดความเร็วที่ปลอดภัย และไม่หักโหมด้วยตนเอง ผู้ทดสอบตรวจสอบให้ผู้ป่วยนั่งให้เต็มก้นโดยข้อเข่าทำมุม 90 องศาและลุกขึ้นยืนตรงจนสุดตลอดการทดสอบ 
  3. ให้สิ้นสุดการทดสอบก่อนครบ 1 นาที ถ้าผู้ป่วยเหนื่อย หรือ HR > 120 หรือ SpO2 ลดลงจากเดิม 3% ขึ้นไป (desaturation) โดยที่ค่านั้นต่ำจริงเมื่อเครื่องวัดและแสดงผลติดกัน  2-3 ครั้ง (เครื่องจะวัดและแสดงผลราวทุก 3 วินาที)
  4. เมื่อสิ้นสุดการทดสอบหลังครบ 1 นาที ให้วัด SpO2 ต่อไปอีก 1 นาที ถ้ายังไม่พบ desaturation ให้ถือว่าการทดสอบเสร็จสมบูรณ์

2. เดินเร็ว ๆ 6 นาทีต่อเนื่อง  เดินไปเดินมา 6 นาที แล้ววัดค่าออกซิเจน ถ้าหากเกิน 3% ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ โดยปกติคนทั่วไป จะมีค่าออกซิเจนอยู่ที่ 98-100 % แต่ไม่ต่ำกว่า 95 % ถ้าหากต่ำกว่านี้คือมีปัญหา

 

แต่หากพบว่ามีอาการเชื้อลงปอดแล้ว ควรทำอย่างไรเมื่อต้องรักษาตัวอยู่ที่บ้าน 

1. นอนคว่ำ เพราะการนอนหงายทำให้น้ำหนักตัวจะกดลงปอด จนปอดด้านหลังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การนอนคว่ำจะทำให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น แต่หากนอนคว่ำไม่ได้ ให้นอนตะแคง กึ่งนอนคว่ำแทน
2. อย่าเดินไปมามากหากมีอาการเหนื่อย 
3. สำหรับสตรีที่ตั้งครรภ์ แนะนำให้นอนตะแคงด้านซ้ายลง เพราะจะทำให้น้ำหนักของมดลูกไม่ไปกดเส้นเลือดดำใหญ่ ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก 
3. พยายามเคลื่อนไหวขาบ่อย ๆ เพื่อให้เลือดไหวเวียนดี เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด
4. ดื่มน้ำเยอะ ๆ ประมาณ 2 ลิตรต่อวัน หรือ 2.5 ลิตร แต่ไม่ต้องถึงขั้น 4-5 ลิตร เพราะถ้าขาดน้ำมีโอกาสที่จะอ่อนเพลีย  
5. หากมีอาการเหนื่อยมาก อย่าไปเข้าห้องน้ำ เพราะการเบ่งถ่าย และลุกนั่ง อาจทำให้เป็นลมหมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้นได้ ควรขับถ่ายบริเวณข้างเตียงเลยดีที่สุด ใช้กระโถน กระดาษ หรืออะไรที่หาได้ 

6. กรณีท้องผูก ให้ทานยาระบายอ่อน ๆ และดื่มน้ำมาก ๆ การเบ่งอุจจาระ จะทำให้หน้ามืดได้ ในกรณีที่ออกซิเจนต่ำ
7. ไม่ควรงดอาหารและยาประจำตัว รับประทานยาประจำตัวอย่างสม่ำเสมอ อย่าขาดยา กรณีที่เป็นเบาหวาน ควรตรวจน้ำตาลบ่อย ๆ ถ้าเบาหวานต่ำควรงดอินซูลิน หรือยาทาน 
8. ถ้าเป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรวัดความดันบ่อย ๆ ถ้าความดันต่ำเช่น 90/60 ควรงดยา 
9. รับประทานอาหารให้เพียงพอ หากทานอาหารไม่ได้เลย ควรดื่มเกลือแร่ ถ้าไม่มีก็ให้ผสมเกลือประมาณ 1 ช้อนชากับน้ำตาลลงในน้ำแล้วดื่ม 
10. ถ้ามีไข้ เตรียมยาพาราเซตามอลเอาไว้ อย่าทานยากลุ่มอื่นโดยเฉพาะ NSAID เช่น Ibuprofen, Naproxen, Mefenamic acid (พอนสแตน) หรือ Diclofenac (Voltaren) เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาได้ หากแพ้ยาพาราเซตามอล ให้เช็ดตัว สามารถทานยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรได้ ตามปริมาณที่กำหนดที่ข้างฉลาก อย่าทานเกิน ท่านที่มีโรคตับห้ามทานเพราะอาจทำให้ตับวาย 

นอกจากนี้แล้ว ต้องหมั่นติดต่อญาติ ครอบครัว หรือคนใกล้ชิดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ช่วยกันดูแล 

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

 

เช็ก "สัญญาณเตือน" ที่บ่งบอกว่าลูกน้อยเป็น "โรคหัวใจ"

การปฏิบัติตัว หลังรู้ผล "ชุดตรวจโควิด หรือ Antigen Test Kit"

4 โรงพยาบาล จ.เชียงใหม่ ประกาศหยุด "ฉีดวัคซีน" หลังปมปรับสูตรใหม่ทำวุ่น สับสน