
พันธสัญญา66/2523รัฐช่วย"สหาย"ไม่รู้จบ
เมื่อวันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ "คณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย" ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธาน ร่วมกับข้าราชการหลายหน่วยงาน และตัวแทนกองทัพทั้ง 4 ภาค ได้นัดหมายมาพิจารณาจำนวนรายชื่อ "อดีตสหาย" ที่เข้
แต่ความตั้งใจของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของการช่วยเหลือ กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ตามพันธสัญญา 66/2523
ดูเหมือนว่าจะไม่จบสิ้นในครั้งนี้เสียแล้ว เมื่อมีข่าวว่า ผรท.ภาคอีสานจำนวนหนึ่งกำลังรวมตัวกันเข้าร้องเรียนผ่านกองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการคัดกรองรายชื่อ ผรท.ในระดับจังหวัด และระดับภาค
มิหนำซ้ำกลับมีการสอดไส้คนที่ไม่ได้เข้าป่าเป็น "สหาย" ด้วยการปลอมเอกสารรับรองการอบรมตามโครงการการุณยเทพขึ้นมา ซึ่งเป็นการสมคบกันระหว่าง "อดีตสหาย" บางกลุ่ม กับ "ข้าราชการฝ่ายปกครอง" บางจังหวัด
ฉะนั้นในวันอังคารนี้ คาดว่า ผรท.บางกลุ่มจะเดินทางมาร้องทุกข์ที่ทำเนียบรัฐบาล!
อันที่จริง เรื่องพันธสัญญา 66/2523 เป็นหนังเรื่องยาว ที่มีการเรียกร้องมาหลายรัฐบาล และมักเกิดในพื้นที่ภาคอีสานเท่านั้น
ระหว่างปี 2539-2544 กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย 11 จังหวัด ได้เรียกร้องทวงสัญญาความช่วยเหลือ ผรท.ตามพันธสัญญา 66/2523 ผ่านมาหลายรัฐบาล สุดท้ายก็อ้างว่าติดขัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เรื่องจึงค้างเติ่งมาจนถึง "รัฐบาลลูกคอมมิวนิสต์"
กระทั่งเกิดรัฐประหาร 19 กันยา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้เดินทางไปพบตัวแทน ผรท.อีสาน เพื่อฟังปัญหาความเดือดร้อนของ ผรท.
พล.อ.สุรยุทธ์ สั่งการให้นำงบ 263 ล้านบาท ไปช่วยเหลือกลุ่ม ผรท.อีสาน 11 จังหวัด ตามข้อเรียกร้องที่อยู่ในแฟ้มรัฐบาลเก่าจำนวน 2,622 ราย
โดยจ่ายเป็นเงินชดเชยค่าที่ดินทำกิน 5 ไร่ และค่าทุนประกอบอาชีพ (เทียบเท่าค่าวัว 5 ตัว) รวมเป็นเงินไม่เกินรายละ 1.25 แสนบาท
พล.อ.สุรยุทธ์ หวังว่า พันธสัญญาเรื้อรังจะจบสิ้นลงในรัฐบาลที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ข่าวอดีตสหายได้ "เงินแสน" แพร่กระจายไปในทุกพื้นที่ 19 จังหวัดภาคอีสาน และมีเสียงเรียกร้องอยากได้เงินช่วยเหลืออีก
ในที่สุด กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยชุดตกค้าง จึงรวมตัวกันใหม่ ภายใต้การนำของ "สหายดำริ" ไสว แสงชาติ และ "สหายชัด" สุเนตร แก้วคำหาญ โดยยื่นเสนอข้อเรียกร้องผ่านทางรัฐบาลสุรยุทธ์
คำตอบจากรัฐบาลสุรยุทธ์ในเวลานั้นคือ เงินช่วย "รายหัว" คงไม่มีอีกแล้ว จึงเสนอช่วยเหลือเป็น "โครงการอยู่ดีมีสุข" แทน
เรื่องราวของ "สหายตกค้าง" ยังไม่จบแค่รัฐบาลสุรยุทธ์ ผ่านมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งกลุ่ม ผรท.แยกทางกันเดินสองสาย คือ กลุ่มสหายดำริ กับกลุ่มสหายชัด
นายกฯ อภิสิทธิ์ จึงมีคำสั่งใหม่ สนร.190/2552 แต่งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยระดับชาติ และขยายขอบเขตออกไปในทั่วประเทศ
เท่ากับ ผรท.ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ย่อมได้รับอานิสงส์ความช่วยเหลือจากรัฐบาลในครั้งนี้
คณะกรรมการระดับชาติได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการจ่ายเงินชดเชยคิดเป็นเงินครอบครัวละ 2.2 แสนบาท
คณะกรรมการระดับชาติได้มอบนโยบายให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด และคณะกรรมการระดับภาค เพื่อตรวจสอบและคัดกรองคุณสมบัติ ผรท.
คุณสมบัติ ผรท.ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือ คือ 1.ต้องเป็นบุคคลที่เกิดในปี 2509 หรือก่อนนั้น 2.ต้องไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการในฐานะ ผรท. และไม่เคยได้รับความช่วยเหลือด้านการจัดที่ดินจากทางราชการมาก่อน 3.ต้องเป็นผู้มีฐานะยากจน รายได้ต่อปีไม่เกิน 6 หมื่นบาท 4.ต้องเป็นผู้ที่มีความประพฤติดี 5.ต้องไม่เป็นข้าราชการ
ผลจากการคัดกรองในระดับจังหวัด และระดับภาค ปรากฏว่า กองทัพภาคที่ 1, 3, 4 ไร้ปัญหาการประท้วง แต่กองทัพภาคที่ 2 เกิดการประท้วงในหลายเรื่อง
โดยเฉพาะประเด็น "สหายตัวปลอม" ที่มีการย้อมสีอย่างเป็นขบวนการ เพื่อหวังกินหัวคิวรายละ 50% (จากจำนวน 2 แสนบาท)
จึงมีรายงานข่าวว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ รับทราบปัญหาแล้ว พร้อมเปิดรับคำร้องทุกข์ หาก ผรท.คนใดไม่ได้รับความเป็นธรรมในการคัดกรองจริง
ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า การช่วยเหลือ ผรท.ตามพันธสัญญา 66/2523 จะเป็นไปตามความคาดหวังของนายกฯอภิสิทธิ์ ซึ่งปรารถนาจะเห็นการแก้ไขปัญหาอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม



