
ผบ.กองกำลังมะกันชมอภิสิทธิ์มีภาวะผู้นำอาเซียน
"ผบ.กองกำลัง" เมืองลุงแซมชื่นชม "อภิสิทธิ์" ในบทบาทผู้นำภูมิภาค ผู้บริหารบ.ปิโตรเคมีอินโดฯยันมั่นใจไทยเป็นฐานผลิตต่อไป ทูตรัสเซียอวยพรให้ประสบความสำเร็จในตำแหน่ง ด้านทูตอินเดียชื่นชมความสัมพันธ์
(5ก.พ.) เมื่อเวลา 13.30 น. พลเรือเอก Robert F. Willard ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก เข้าเยี่ยมคารวะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งพล เรือเอก Robert F. Willard เพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก และเดินทางมาเยือนไทยเพื่อเป็นประธานฝ่ายสหรัฐฯในการฝึกร่วมผสมไทย-สหรัฐฯ คอบร้าโกลด์ (Cobra Gold 2010) ซึ่งเป็นการผึกร่วมผสมของกองทัพไทย กองทัพสหรัฐฯ รวมถึงประเทศอื่นๆในภูมิภาค อาทิ สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และ สาธารณรัฐสิงค์โปร์ ซึ่งเป็นชุดการฝึกที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นแปซิฟิก ในการนี้พลเรือเอก Willard จึงถือโอกาสนี้ เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีเพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต้อนรับและแสดงความชื่นชมความร่วมมือทางการทหารระหว่างกอง ทัพไทย-สหรัฐฯที่มีความแน่นแฟ้นมายาวนาน ซึ่งทหารไทยได้รับประโยชน์จากการฝึกร่วมกันและจากการเข้ารับการศึกษาวิชาทาง ทหารในกองทัพสหรัฐฯมาโดยตลอด ปัจจุบันความร่วมมือด้านการทหารและด้านความมั่นคงได้ขยายวงกว้างไปสู่หลาย ประเทศและในหลายสาขาความร่วมมือที่มีประโยชน์ อาทิ การให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์และวิศวกรรมโดยเฉพาะในประเทศที่ประสบภัย พิบัติ ซึ่งในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมกองบัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก ในการให้ความช่วยเหลือฟิลิปปินส์ที่เพิ่งได้รับความเสียหายจากพายุผ่าน Pacific Angel 2010 Operation
ระหว่าง การสนทนา ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคนี้ อาทิ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน และการเมืองในพม่า รวมทั้ง นโยบายของไทยต่อประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยจะเน้นความร่วมมือที่ทำให้เกิดการพัฒนาร่วมกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในภูมิภาคและเน้นการเติบโตไปด้วยกัน ทั้งนี้ ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯได้กล่าวชื่นชมบทบาทของนายกรัฐมนตรีทั้งในการ บริหารประเทศและความเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ และแสดงความประทับใจต่อการมาเยือนประเทศไทยและการร่วมซ้อมรบกับกองทัพไทยใน ครั้งนี้ ซึ่งถือว่าประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งโดยเฉพาะการได้หารือร่วมกับผู้นำกองทัพ รวมทั้งรัฐบาลไทย
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำว่าไทยจะให้การสนับสนุนกองพันทหารไปปฏิบัติภารกิจ รักษาสันติภาพผสมระหว่างสหภาพแอฟริกาและสหประชาชาติในดาร์ฟูร์ (UNAMID) เพื่อเป็นเป็นส่วนหนึ่งในการธำรง และรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่าง ประเทศ ซึ่งผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯได้แสดงความขอบคุณต่อความช่วยเหลือของรัฐบาล ไทย และกล่าวว่า ขณะนี้สหรัฐฯกำลังจัดเตรียมอุปกรณ์ให้แก่ทหารไทยที่จะไปช่วยปฎิบัตภารกิจที่ ดาร์ฟูร์อย่างเต็มที่
ผู้บริหารบ.ปิโตรเคมีอินโดฯมั่นใจไทยเป็นฐานผลิตต่อไป
เมื่อเวลา 13.00 น. นายสถาพร กวิตานนท์ ประธานบริษัท อินโดรามา ปิโตรเคมี จำกัด นำผู้บริหารของบริษัทฯจากประเทศอินโดนีเซีย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายกฯกล่าวต้อนรับนายสถาพรพร้อมทั้งผู้บริหารบริษัทเดอะอินโดรามากรุ๊ปของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมต่อเนื่องของโพลีเอสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก และได้เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2537 และมีผลการดำเนินการดีขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยล่าสุดเพิ่งมีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2553
ในโอกาสนี้ นาย SP Lohia ประธานกรรมการบริษัท Indorama Venture Public Company Limited ได้กล่าวชื่นชมการทำงานของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ และการสนับสนุนการลงทุนของนักลงทุนชาวต่างชาติ ซึ่งแม้ว่าบริษัทฯ จะมีสาขาอยู่ในหลายประเทศ ทั้งยุโรป เอเชียและสหรัฐฯ แต่ทางบริษัทฯเลือกที่จะจดทะเบียนในประเทศไทยและใช้ไทยเป็นฐานการผลิตใหญ่ เนื่องจากมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน และเห็นว่าไทยสามารถเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้
อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึง การดำเนินการผลิตสินค้าในโรงงานของบริษัทฯที่ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมในมาบตาพุต ว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคหรือไม่ ซึ่งผู้บริหารบริษัทอินโดรามา กล่าวว่า ขณะนี้ทางบริษัทฯกำลังจัดทำมาตราการเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และจะมีการนำมาใช้เร็วๆนี้ ซึ่งไม่ส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัท นายกรัฐมนตรีแสดงความพอใจและกล่าวขอบคุณที่บริษัทฯให้ความไว้วางใจมาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ทั้งยังปฏิบัติตามกฎระเบียบ และขยายการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
"ทูตรัสเซีย"อวยพรให้ประสบความสำเร็จในตำแหน่งนายกฯ
เมื่อเวลา 14.00 น. นายเยฟเกนี อะฟานาเซียฟ เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซีย ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในโอกาสอำลาตำแหน่ง ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยเอกอัครราชทูตรัสเซียยืนยันความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นด้วยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการ ในโอกาสฉลองครบรอบ 110 ปี ความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย เมื่อปี 2007 สำหรับ ในด้านเศรษฐกิจนั้นถึงแม้เมื่อปีที่ผ่านมาการเติบโตทางเศรษฐกิจจะถดถอยลงอัน เป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามในปีนี้คาดหวังว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในทางบวกอย่างแน่นอน ส่วนด้านการท่องเที่ยวนั้น จำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางมาประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ความร่วมมือในด้านการทหารได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับต่างๆ หลายครั้ง ทั้งนี้กองทัพไทยและกองทัพรัสเซียได้มีการจัดทำ MOU ด้านการส่งกำลังบำรุงไทย-รัสเซียด้วย
เอกอัครราชทูตรัสเซียได้ใช้โอกาสนี้เชิญนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัส เซียอย่างเป็นทางการในปีนี้ และอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ด้านนายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมเอกอัครราชทูตรัสเซียที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย-รัสเซียให้เป็นไปด้วยดีตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ดำรงตำแหน่ง และเห็นว่าการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย (JC) มี ส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันความร่วมมือในด้านต่างๆ ระหว่างไทยกับรัสเซียต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียืนยันว่าพร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัสเซียอย่างเต็มที่ และเห็นว่ารัสเซียเป็นประเทศพันธมิตรที่ดี
จากนั้นเวลา 14.30 น. นายปินาก รัญชัน จักรวรรติ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ นายอภสิทธิ์ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเอกอัครราชทูตอินเดียกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและไทยว่าเป็นไปด้วยดี ในทุกระดับโดยทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อาทิ การค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศ การเชื่อมโยงกันทางวัฒนธรรม รวมทั้ง การสร้างความเชื่อมโยงทางเครือข่ายคมนาคม ใน
ด้านการค้าการลงทุน ไทยและอินเดียได้มีความสัมพันธ์ทางการค้าต่อกัน ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะภายหลังการลงนามกรอบความตกลงสำหรับการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย -อินเดีย ขณะที่มูลค่าการลงทุนของไทยในอินเดียถือได้ว่าเป็นลำดับที่ 3 ในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะการเข้าไปลงทุนของภาคธุรกิจเอกชนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่นเดียวกันที่อุตสาหกรรมยานยนต์และเทคโนโลยีของอินเดียซึ่งเป็นกลุ่ม อุตสาหกรรมที่อินเดียมีความเชี่ยวชาญก็ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเช่นกัน สำหรับในด้านคมนาคม ขณะนี้ไทยและอินเดียได้มีการสร้างความเชื่อมโยงทางคมนาคม และเชื่อว่าภายในปี 2558 เส้นทางคมนาคมดังกล่าวระหว่างอินเดีย ไทย รวมทั้งประเทศต่างๆ ในเขตภูมิภาคอาเซียน รวมถึงจีน จะสามารถรอบรับการเป็นเส้นทางคมนาคม East West Economic Corridor (EWEC) ได้อย่างสมบูรณ์ในอนาคต
ด้านนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่ารัฐบาลไทยเองก็ให้ความสำคัญกับการค้าการลงทุนกับอินเดียโดยได้ ส่งเสริมการดำเนินกิจกรรม Road Show และเมื่อปีที่ผ่านมา นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย พร้อมคณะได้เยือนเมืองกัลกัตตา เช่นเดียวกับ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ก็ได้นำคณะภาครัฐและเอกชนดำเนินโครงการ Road Show ทางเศรษฐกิจที่กรุงนิวเดลี และเมืองมุมไบ และ นายกรัฐมนตรียังได้สนับสนุนการทำงานภายใต้กรอบความร่วมมือ BIMSTEC ซึ่งจะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมการค้าระหว่างสองฝ่าย
นอกจากนี้ ในด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ไทยและอินเดียก็ได้มีความร่วมมือและโครงการที่สำคัญ อาทิ การจัดงาน Destination Thailand / Taste of Thailand การสัมมนาประวัติศาสตร์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญไทยและอินเดียได้แลก เปลี่ยนข้อคิดเห็น ขณะเดียวกัน ได้มีการเปิดศูนย์วัฒนธรรมอินเดียในไทย เมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ไทยเองก็ให้ความสนใจส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวของอินเดียได้เข้ามาใช้บริการ ด้านสุขภาพ ธุรกิจ การประชุมสัมมนา โดยเฉพาะการเป็นพื้นที่ในการถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมบันเทิง Ballywood ของอินเดียได้มากยิ่งขึ้น
ในตอนท้าย ทั้งสองฝ่าย ได้เน้นย้ำการส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชน ความร่วมมือในด้านการศึกษา โดยได้มีนักศึกษาไทยและข้าราชการไทยไปศึกษาดูงานที่อินเดียอยู่เป็นระยะ การสนับสนุนการท่องเที่ยว และการแลกเปลี่ยนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำคำเชิญ นาย Manmohan Singh นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้เยือนไทยอย่างเป็นทางการก่อนที่นายกรัฐมนตรีไทยจะได้เยือนอินเดียในโอกาส ต่อไป และอวยพรให้เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ประสบความสำเร็จในการทำงานตลอดระยะการดำรงตำแหน่ง



