
เจ็บไม่จำ บับเบิ้ล
สภากรรมการบริหาร สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ของ บังยี วรวีร์ มะกูดี จัดประชุมครั้งแรกของปี 2553 ไปเมื่อวันวาน ข่าวที่น่ายินดีคือการเฉดหัวกุนซือไร้น้ำยาอย่าง สตีฟ ดาร์บี้ พ้นไปจากตำแหน่งสตาฟฟ์โค้ชทีมชาติไทยไปทำหน้าที่ทางวิชาการ
ตามจริงแล้ว สตีฟ ดาร์บี้ ควรจะถูกอัปเปหิออกไปสารบบเลยด้วยซ้ำ เพราะผลงานชิ้นประวัติศาสตร์ที่ดื้อด้านทำทีมแบบไม่ฟังคำติติงของใครจนทีมชาติไทยไปตกรอบแรกในซีเกมส์เป็นครั้งแรกในรอบ 36 ปีมันยากจะให้อภัย
แต่สมาคมฟุตบอลไทย จำใจต้องให้ สตีฟ ดาร์บี้ อยู่ทำงานต่อไปจนถึงปี 2011 เนื่องจากยังมีสัญญาค้ำคออยู่ หากจะไล่ออกดื้อๆ คงต้องเสียค่าชดเชยเยอะพอสมควร
เมื่อรูปการณ์เป็นอย่างนี้ก็ต้องยอมรับสภาพกัน และหวังว่าจากนี้ไปคงจะไม่เห็น สตีฟ ดาร์บี้ ไปเสนอหน้าเป็นสตาฟฟ์โค้ชไทยตามคำสั่งที่ “บังยี” บัญชาการลงมาแบบจริงๆ นะครับ
ส่วนการเข้ามาทำหน้าที่สตาฟฟ์โค้ชทีมชาติไทยแทนที่ สตีฟ ดาร์บี้ ของ “โค้ชแต๊ก” อรรถพล บุษปาคม ที่ถูกปลดจากตำแหน่งเฮดโค้ช “กิเลนผยอง” เมืองทองฯ ยูไนเต็ด ถือว่าโอเคเลยทีเดียว
“โค้ชแต๊ก” ถือเป็นกุนซือที่มีฝีมืออยู่แล้วและเป็นโค้ชแบบ “ฟูลไทม์” คือทำงานทางฟุตบอลแบบเต็มเวลา
ข้อมูลนักฟุตบอลและความเข้าใจในตัวนักฟุตบอลไทยก็มีมากกว่า สตีฟ ดาร์บี้ แบบหลายขุม เชื่อว่าน่าจะเป็นมือขวาของ “ร็อบโบ้” ไบรอัน ร็อบสัน ได้ดีทีเดียว
แต่ปัญหาคือ “ร็อบโบ้” จะยอมรับและร่วมงานกับโค้ชชาวไทยได้ขนาดไหน เพราะทราบกันดีกว่า “กัปตันมาร์เวล” อาลัยอาวรณ์เพื่อนร่วมชาติอย่าง สตีฟ ดาร์บี้ เหลือเกิน ขนาดโดนสมาคมฟุตบอลไล่ออกยังทู่ซี้รั้งตัวเอาไว้ได้
ถ้าหากเกิดปัญหาตรงนี้ สมาคมฟุตบอลไทยคงต้องเข้าไปช่วยดูแลแก้ไขหน่อยละครับ และอย่าได้ยอมให้ สตีฟ ดาร์บี้ กลับมามีบทบาทในทีมชาติไทยอีก เพราะผลงานมันเห็นๆ กันอยู่ว่าย่ำแย่ขนาดไหน
ปัญหาอีกข้อที่สมาคมฟุตบอลไทยต้องตระหนัก คือ การที่ยังมอบหมายให้ ไบรอัน ร็อบสัน ทำหน้าที่กุนซือทั้งทีมชาติไทยชุดใหญ่และชุดรองควบคู่กันไป
สิ้นปีนี้ทีมชาติไทยชุดใหญ่มีโปรแกรมแข่งเกมชิงแชมป์อาเซียน “ซูซูกิ คัพ” ในช่วงปลายปี ส่วนทีมชุดรองระดับอายุไม่เกิน 23 ปีมีคิวเตะ “กวางโจวเกมส์” หรือเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 16 ที่เมืองจีนในเดือนพฤศจิกายน
การเตรียมทีมของทั้งสองชุดคาบเกี่ยวกันแน่ๆ แล้ว ไบรอัน ร็อบสัน จะแยกร่างไปรับมืออย่างไร
ความล้มเหลวตอนที่ทำทีมซีเกมส์ควบคู่กับเอเชี่ยนคัพเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่าแนวทางทำทีมควบคู่กันไปมันไม่ได้เรื่อง ผลงานตกรอบซีเกมส์ที่ลาวมันตอกย้ำคำตอบได้อย่างชัดเจน
ทางออกที่ดีที่สุดสมาคมฟุตบอลน่าจะแยกคนทำทีมให้ชัดเจนเลยดีกว่า หรือถ้าจะให้ “ร็อบโบ้” ควบเฮดทั้งสองทีมจริงๆ ก็ต้องแยกทีมงานสตาฟฟ์โค้ชแบบชัดๆ
สุภาษิตไทยเขาบอกไว้อยู่แล้วว่าทั้ง จับปลาสองมือ หรือ เหยียบเรือสองแคม มันไม่ดีทั้งนั้น ตอนซีเกมส์ที่ลาวก็เจ็บกับแนวทางนี้มาแล้ว มาตอนนี้ยังไม่จำกันอีกหรืออย่างไร
เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคืออะไร คิดกันเอาเองนะครับ



