ข่าว

"ไฟเซอร์" เปิดผลวิจัย ฉีด"บูสเตอร์" ต้าน"โควิด-19"เข็ม3 พบแอนตี้บอดี้ พุ่งปรี๊ดถึง10เท่า

"ไฟเซอร์" เปิดผลวิจัย ฉีด"บูสเตอร์" ต้าน"โควิด-19"เข็ม3 พบแอนตี้บอดี้ พุ่งปรี๊ดถึง10เท่า

10 ก.ค. 2564

"ไฟเซอร์" หนุนฉีด "บูสเตอร์" เข็ม 3 พบผลวิจัยจาก "อิสราเอล" วัคซีน "โควิด-19" ศักยภาพลดลงเมื่อครบ 6 เดือน

"ไฟเซอร์" บริษัทวิจัยยาและเวชภัณฑ์ระดับโลกสัญชาติอเมริกัน ผู้พัฒนาวัคซีนป้องกัน "โควิด-19" ชนิด "mRNA" ที่มีชื่่ออย่างเป็นทางการว่า "BNT162b2" อ้างว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนจะจางลงเรื่อยๆ และจำเป็นต้องฉีดโดสที่ 3

 

 

หลังจากฉีดเข็มที่ 2 ครบ 6 เดือน ที่จะสร้างแอนตี้บอดี้ ซึ่งที่สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส (neutralising antibodies) สูงกว่าการฉีด 2 โดส ถึง 10 เท่า ที่เชื่อว่าจะมีฤทธิ์ในการต่อต้านโคโรนาไวรัสสายพันธุ์เดลตา เช่นเดียวกับสายพันธุ์ดั้งเดิม และสายพันธุ์เบตา

 

ไฟเซอร์กับไบโอเอ็นเทค บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของเยอรมนี ที่ร่วมกันพัฒนาวัคซีนตัวนี้ กำลังจะขออนุมัติ จากคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) กับองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ให้ใช้วัคซีนโดสกระตุ้น (booster shot) "บูสเตอร์ ช็อต" ภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยอ้างอิงผลวิจัย และข้อมูลการใช้จริงในประเทศอิสราเอล ที่พบประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงหลังฉีดไปแล้ว 6 เดือน ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า อาจต้องฉีดวัคซีนโควิดเข็มที่ 3 ภายใน 6-12 เดือน หลังได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

 

แต่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ยังไม่ตอบรับแนวคิดการฉีดวัคซีน"โควิด-19" เข็มที่ 3 โดยแถลงการณ์ร่วมของ FDA กับศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ชาวอเมริกันที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องรับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3

 

และย้ำว่า ทางหน่วยงานฯ ได้เตรียมความพร้อมแล้ว หากต้องฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แต่ก็กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาถึงความจำเป็น และช่วงเวลาที่เหมาะสมถ้าต้องฉีดวัคซีนเพิ่มจริง เช่นเดียวกับนักวิจัยในอังกฤษ ที่ทุ่มเทให้กับการศึกษาการระบาดใหญ่ ก็บอกเช่นกันว่า ยังไม่มีหลักฐานสำคัญ ที่แสดงถึงความจำเป็นที่ต้องฉีดเข็มที่ 3 แต่อย่างใด