ข่าว

ทำบุญต่อชีวิตจากโลหิตที่ปลอดภัย

ทำบุญต่อชีวิตจากโลหิตที่ปลอดภัย

05 ก.พ. 2553

"เป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ ได้ช่วยให้คนรอดตายไว้ได้มาก แม้มีเงินก็ช่วยอะไรไม่ได้หากไม่มีคนใจกุศลเช่นนี้ การบริจาคโลหิตดูโดยเผินๆ ก็น่ากลัวอันตราย แต่ที่จริงแล้วไม่มีอันตราย มีแต่ประโยชน์แก่ผู้ให้และผู้รับ ให้ช่วยกันบริจาคโลหิตเป็นประจำ ไม่ใช่เพียงแค่บริจาคเฉพาะ

ด้วยเหตุนี้สภากาชาดไทยจึงจัดโครงการ "ประชาชนชาวไทย ทำความดีบริจาคโลหิตถวายพ่อของแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา" เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 - 31 ธันวาคม 2554

แผนวรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย กล่าวถึงความเป็นมาในการจัดงานว่าเป็นภารกิจหลักของสภากาชาดไทยที่มีหน้าที่ในการหาโลหิตมาให้เพียงพอ โดยมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด จากผู้บริจาคโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั้งประเทศ ซึ่งโลหิตมักจะเกิดความไม่เพียงพอในบางช่วง อย่างเช่นเดือนเมษายนที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง แต่เนื่องจากมีคนมาบริจาคโลหิตน้อย เพราะเป็นช่วงที่คนไปต่างจังหวัดกันหมด จึงอยากรณรงค์ให้คนมาบริจาคก่อนกลับบ้าน หรือไปเที่ยวในช่วงวันหยุดเทศกาลให้มากขึ้น

ด้านพญ.สร้อยสอางค์พิกุลสด ผอ.ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมในเรื่องของปริมาณในการบริจาคโลหิตว่าองค์การอนามัยโลกได้ประมาณการใช้โลหิตแต่ละประเทศว่าควรจะหาให้ได้ร้อยละ 3 ของประชากร โดยประเทศไทยต้องจัดหาให้ได้ 1,950,000 ยูนิต ในกรุงเทพฯ 650,000 ยูนิต ส่วนอีก 1,300,000 ยูนิต เป็นการจัดหาในส่วนภูมิภาค จึงจำเป็นต้องมีการจัดโครงการเพื่อให้ประชาชนมาบริจาคทุกๆ 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเป็นประจำ จึงจะเพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วยทั้งประเทศ

"ปัจจุบันทั้งประเทศได้รับการบริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจ จำนวน 1,584,601 ยูนิต คิดเป็นร้อยละ 93.6 และเป็นโลหิตทดแทนจากญาติพี่น้องจำนวน 107,509 ยูนิตคิดเป็นร้อยละ 6.4 ซึ่งโลหิตทดแทนอาจได้มาด้วยความกะทันหันและความจำเป็น ทำให้เลือดที่ได้ไม่สมบูรณ์ นับจากนี้ไป 5 ปีเราอยากได้ผู้บริจาคด้วยความสมัครใจเป็น 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม เพื่อที่จะได้บรรลุข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกและได้เลือดที่ปลอดภัยมีคุณภาพ" พญ.สร้อยสอางค์กล่าวถึงความคาดหวังในโครงการ

ขณะที่กิตติ์รวีบุญรอด ผู้ที่บริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องมากว่า125 ครั้ง กล่าวว่า เริ่มต้นบริจาคมาตั้งแต่อายุ 17 ปี เพราะอยากทำอะไรเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยไม่ต้องใช้เงินมาก และการบริจาคโลหิตเป็นการสร้างกุศลที่ไม่ต้องลงทุน อีกทั้งยังไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากเพียงแต่ต้องรักษาสุขภาพ ออกกำลังกาย และไม่อดนอน ส่วนเรื่องการเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้เลือดแล้วร่างกายจะทรุดโทรม หรือกินยาบำรุงเลือดแล้วจะทำให้อ้วน ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากตัวเองบริจาคโลหิตมาเกือบ 40 ปีแล้ว แต่ร่างกายก็ยังแข็งแรงเหมือนเดิม

ใครสนใจร่วมโครงการสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยเคลื่อนที่รับบริจาคโลหิต ในหน่วยราชการ และเอกชนต่างๆ รวมถึงสาขาบริการโลหิต ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลรามาธิบดี  วชิระพยาบาล  และในส่วนภูมิภาคสามารถบริจาคได้ที่โรงพยาบาลประจำทุกจังหวัด

 

เรื่อง/ ณุวภา ฉัตรวรฤทธิ์