
อยากลอง (เมา)...เด็ก นร.โหมกินยาเม็ดแก้ไอ !?!
ข้อเท็จจริงที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เรื่องเด็กนักเรียนชั้น ป.4-ป.6 กินยาแก้ไอกันเจ็บ เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริงทั้งหมด เพราะโดยแท้จริงแล้วพวกเขาอ่อนด้อยประสบการณ์ อยากรู้ อยากทดลองกิน (เสพ) เพื่อสัมผัสความมึนเมาด้วยความใคร่รู้ แทนการดื่มสุรายาเมาที่ประ
นับตั้งแต่เด็กนักเรียน ร.ร.วัดท่าพระ 83 ราย ถูกหามส่งโรงพยาบาล เพราะกินยาแก้ไอชนิดเม็ด (Dextromethorphan) เข้าไป หน่วยงานรัฐทุกแห่งก็ตื่นตัวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงกันจ้าละหวั่น จนได้ความว่าเด็กซื้อมาจากร้านเกมแห่งหนึ่งห่างจากโรงเรียนไปราว 700 เมตร ป้องกันไม่ให้เจ็บตัวเวลาถูกครูตี
นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่พอฟังขึ้น หากไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดจากปากคำของ "สุวมิต มนตรีวิบูลย์ชัย" หรืออั๋น วัย 24 ปี ผู้ดูแลร้านเกมธนาพร เลขที่ 15/23 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ เขาถูกแจ้งข้อหาจำหน่ายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
"คม ชัด ลึก" มีโอกาสพูดคุยกับสุวมิตอย่างเปิดอก เกี่ยวกับความเป็นมาของเรื่องราวทั้งหมดได้ความว่า...สุวมิตเป็นเด็กกำพร้าถูกพ่อแม่ทิ้งไว้ที่ รพ.ราชวิถี ตั้งแต่เกิด ต่อมามีชายหญิงคู่หนึ่งขอไปเลี้ยง ส่งเสียให้เรียนจนจบชั้น ป.6 ที่ ร.ร.วัดท่าพระ จากนั้นเข้าเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาที่ ร.ร.วัดประดู่ในทรงธรรม พอจบก็เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขามนุษยนิเวศศาสตร์ เอกด้านพัฒนาเด็กและครอบครัว อนาคตอยากเป็นครูแนะแนว แต่สอบผ่านแค่วิชาภาษาไทยเท่านั้น จึงหยุดเรียนไว้ชั่วคราวหันมาเปิดร้านอินเทอร์เน็ตแห่งแรกแถว ร.ร.วิบูลย์บริหารธุรกิจ ได้ 1 ปี ก่อนจะย้ายมาที่อยู่ปัจจุบัน
ร้านเกมนี้แม่บุญธรรมเป็นคนออกทุนให้ มีคอมพิวเตอร์ทั้งหมด 9 เครื่อง เสียค่าเช่าตึกแถว 3 ชั้นเดือนละ 4,500 บาท ค่าน้ำค่าไฟเบ็ดเสร็จ 7,300 บาท เปิดมาได้ 2 เดือนผลประกอบการยังขาดทุนอยู่ เนื่องจากมีรายได้เข้าร้านเพียงวันละ 500-600 บาท สุวมิตจะอาศัยกินอยู่หลับนอนเฝ้าร้านอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เล็กมาแล้วเวลาเจ็บป่วยไม่สบายก็จะไปหาซื้อยาจากร้านขายยาแถวบ้านมากินเอง หรือบางครั้งก็ไปซื้อให้พ่อแม่บุญธรรม จนรู้จักมักคุ้นกับร้านยาเป็นอย่างดี
"ผมมีเพื่อนชื่อกวางสมัยยังเรียนอยู่วัดประดู่ในทรงธรรมบอกว่า ยาเม็ดสีเหลือง (ยาแก้ไอ) ถ้ากินเยอะๆ จะมึนเมา ตอนแรกผมไม่เชื่อ แต่ระยะหลังเห็นเพื่อนในกลุ่มกินยาตัวนี้เข้าไปหลายเม็ดแล้วก็เมา ผมเห็นว่าได้ผลเลยจำชื่อยาไปหาซื้อจากร้านขายยามาเก็บเอาไว้ประมาณ 30 เม็ด ผมไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ วันไหนอยากเมาก็ลงทุนไม่ถึง 20 บาท กินเข้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ออกฤทธิ์ เดือนหนึ่งก็กิน 1-2 ครั้ง"
ต่อมามีเด็กนักเรียน ร.ร.วัดประดู่ในทรงธรรม ชื่อน้องฟลุคมาเล่นเกมที่ร้านถามว่ายาในลิ้นชักเป็นยาอะไร สุวมิตตอบว่าเป็นยาแก้ไอกินให้เมา เด็กขอ แต่เขาขายให้เม็ดละบาท ซื้อไป 10 เม็ด กลับมาที่ร้านอีกทีก็บอกว่าเมาจริง คราวนี้เพื่อนๆ ก็ฝากเงินมาซื้อตั้งแต่นั้นมา สุวมิตบอกว่า ใจจริงแล้วเขาไม่อยากจะขายยาแก้ไอให้เด็ก แต่พอเด็กรู้ปากต่อปากก็มาถามหาซื้อ ก่อนเกิดเรื่อง 2-3 วัน มีเด็กนักเรียน ร.ร.วัดท่าพระ มาด้อมๆ มองๆ ที่หน้าร้านเลยออกไปถามว่ามีอะไรกัน เด็กบอกมาขอซื้อยา 50 บาท ก็ขายให้แล้วกำชับว่าอย่ากินเกินครั้งละ 10 เม็ด
"เด็กบางคนถือโพยรายชื่อเพื่อนฝากซื้อมาด้วย เวลาจ่ายเงินก็เป็นเหรียญ 5 บาท 10 บาท แสดงว่าเพื่อนฝากมาซื้อจริง ผมยังถามเลยว่าพวกมึงจะเมากันให้ตายหรือไม่ อย่ากินเกิน 10 เม็ดนะ ถ้าเกินจะทรมาน ปวดหัว เพ้อ อาเจียน ตอนหลังเริ่มงงว่าเด็กทำไมรู้เรื่องนี้ บางคนมาถามหาผมก็ไล่ไปซื้อที่ร้านขายยา เด็กตอบว่าเขาไม่ขายให้แล้ว ผมสงสัยเลยไปถามคนขายเขาก็บอกว่า เด็กนักเรียนมาซื้อกันเยอะ ไม่รู้ซื้อไปทำอะไรเลยไม่อยากขายให้ ผมก็เลยสั่งซื้อมาครั้งล่าสุดประมาณ 100 กว่าเม็ด ทางร้านเขาก็แถมให้ บอกว่าจะได้หมดๆ ไป ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าผิดกฎหมายจนมาถูกจับ"
อย่างไรก็ดี สุวมิตยอมรับว่า เขาไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลาย เด็กนักเรียนรู้กันเองแล้วมาหาเขา คิดว่าไม่ใช่ยาบ้า แค่มันนิดๆ หน่อยๆ ให้พวกเขารู้ไว้ก็ดี เขารู้ว่าเด็กอยากลองก็ให้ลอง และกำชับอย่ากินเกินกว่า 10 เม็ดทุกครั้ง
น่าสนใจว่ามาตรการการขายยาอันตรายนั้น มีขั้นตอนอย่างไร เหตุใดถึงให้มีการซื้อขายยาครั้งละมากขนาดนี้ ภญ.รศ.ธิดา นิงสานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยว่า ปกติเภสัชกรจะมีเวลาปฏิบัติงานเพียง 3 ชั่วโมงต่อวัน ที่ร้านขายยาจะต้องมีป้ายติดบอกเวลาปฏิบัติงานไว้อย่างชัดเจน หากนอกเวลาเภสัชกรไม่อยู่หรือไม่ได้ปฏิบัติงาน ทางร้านจะขายยาอันตรายหรือยาที่มีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่ขึ้นทะเบียนไว้ไม่ได้ ถือว่ามีความผิด
ทั้งนี้ เภสัชกรโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง อธิบายเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ว่ายาแก้ไอ (Dextromethorphan) จะไม่จัดเป็นยาเสพติด แต่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นยาอันตราย โดยข้างกล่องจะมีตัวหนังสือสีแดงระบุว่า "ยาอันตราย" ดังนั้นจะต้องสั่งจ่ายโดยเภสัชกรเท่านั้น
ด้าน นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการ อย.บอกว่า ทุกวันนี้มีเจ้าหน้าที่เกือบ 50 นายออกตรวจว่ามีการขายยาอันตรายนอกเวลาเภสัชกรไม่อยู่หรือไม่ ถ้าพบมีโทษปรับ ถ้าทำผิดซ้ำซากก็อาจเพิกถอนใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน ส่วนเภสัชกรถ้าไม่อยู่ในเวลางานก็จะส่งเรื่องให้สภาเภสัชกรรม ทำหนังสือเตือนหรือเพิกถอนใบอนุญาต เพราะจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพถือเป็นเรื่องสำคัญ
"ตอนนี้ทำหนังสือแจ้งไปยังร้านขายยาที่ขึ้นทะเบียนไว้ให้นำป้ายชื่อเภสัชกร ระบุเวลาปฏิบัติงานมาติดไว้ให้ชัดเจน แม้จะมีเจ้าหน้าที่ออกตรวจทุกวัน แต่ปัญหาที่พบคือเวลาผู้ป่วยไม่สบายต้องการซื้อยา มีชื่อยา ก็อยากซื้อ เพราะสะดวก ดังนั้น ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.อาหารและยา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา"
ย้อนกลับมาที่สุวมิตเมื่อถามว่า มีอะไรจะพูดกับผู้ปกครองเด็กหรือไม่ เขาตอบว่า "ผมไม่มีอะไรจะขอโทษ ถ้าผมไม่ขาย เขาก็ไปซื้อยาจากร้านขายยาอยู่ดี" ?!!



