ข่าว

"ยิ่งชี้แจงยิ่งเข้าเนื้อ"

"ยิ่งชี้แจงยิ่งเข้าเนื้อ"

05 ก.พ. 2553

การแถลงข่าวของ "กล้านรงค์ จันทิก" กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับผลการตรวจสอบของ "คณะอนุกรรมการไต่สวนคดีตรวจสอบที่ดินนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา" ที่มี "วิชา มหาคุณ" เป็นประธาน ได้สรุปผลการพิจารณาคดีที่ดิน "นางเนื่อม ชำนาญชาติศ

 คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า ที่ดังกล่าวเป็น "ที่ดินธรณีสงฆ์" แต่กลับมีการนำที่ดินไปขายให้บริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตรท จำกัด

 ป.ป.ช.ได้แจ้งข้อกล่าวหา 2 คน คือ "เสนาะ เทียนทอง" หัวหน้าพรรคประชาราช อดีต รมช.มหาดไทย ในข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ โดยใช้อำนาจของ "รมช.มหาดไทย" สั่งการไม่โอนที่ดินให้วัดและโอนขายที่ให้บริษัท อัลไพน์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มูลค่า 500 ล้านบาท

 "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" หัวหน้าพรรคเพื่อไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้น ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกระทรวงมหาดไทย กลับมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของกรมที่ดิน (ที่ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและโฉนดที่ดิน ก่อนเกษียณอายุราชการเพียงไม่กี่วัน) ในข้อหาใช้อำนาจปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและรายการจดทะเบียนที่เกิดจากการโอนมรดกและโอนขายที่ธรณีสงฆ์ของวัดให้แก่บริษัทอัลไพน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

 "ป๋าเหนาะ" ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สำหรับ "ยงยุทธ" จะดำเนินการพิจารณาคดีภายหลัง

 ขณะที่การประชุมสภาเพื่อพิจารณากระทู้ถามสด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก็เป็นเรื่องที่น่าจะจงใจมากกว่าบังเอิญที่ "ป๋าเหนาะ" มาร่วมประชุมสภาด้วย

 การมาครั้งนี้เหมือน "รู้คิว" ว่า ป.ป.ช.จะแถลงเรื่องที่ดินอัลไพน์ เพราะ "ป๋าเหนาะ" ได้ตั้งกระทู้ถาม "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการใช้อำนาจแทรกแซงหน่วยงานราชการที่สั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ให้กลับไปเป็นที่ดินของวัด

 "ป๋าเหนาะ" พยายามชี้แจงถึงที่มาที่ไปของการซื้อขายที่ดินอัลไพน์ ในสมัยที่ "ป๋าเหนาะ" เป็น "รมช.มหาดไทย" มากกว่าตั้งกระทู้ถาม "นายกรัฐมนตรี"

 โดยอภิปรายให้เห็นสาเหตุที่สั่งการไม่โอนที่ดินอัลไพน์ให้แก่วัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบฯ เนื่องจากวัดไม่ต้องการ เพราะที่ดินอัลไพน์อยู่ จ.ปทุมธานี วัดไม่สามารถดูแลได้ ไม่เคยข่มขู่หรือใช้อิทธิพล และกฎหมายที่ดินก็ห้ามให้โอนที่ให้วัดเกิน 50 ไร่ ป้องกันไม่ให้วัดถือครองที่ดินมากเกินไป จึงสั่งการไม่โอนที่ดินให้วัด จากนั้นจึงขายให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ราคา 500 ล้านบาท จนเรื่องนี้ถูกหยิบมาเป็นประเด็นทางการเมือง

 "ผมถามว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์เป็นผมในวันนั้นเมื่อวัดก็ไม่เอาที่ดิน และกฎหมายห้ามไม่ให้โอนที่ให้วัด ท่านจะทำอย่างไร เรื่องนี้ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ไปซื้อที่ดินก็ไม่เป็นเรื่อง แต่ ปชป.เอาเรื่องนี้มาทำเป็นเรื่องการเมือง"

 ขณะที่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ลุกขึ้นตอบกระทู้ว่า ในแง่กฎหมาย "เสนาะ" กับ ส.ส.อาจจะมองต่างกันได้ แต่ "คณะกรรมการกฤษฎีกา" ได้ตีความเกี่ยวกับที่ดินอัลไพน์ไปแล้ว 2 ประเด็น คือ วัดได้กรรมสิทธิที่ดินตามพินัยกรรม ที่ดินจึงตกเป็นของวัด และมูลนิธิมงกุฎราชวิทยาลัย มีหน้าที่โอนที่ดินมรดกตามพินัยกรรมเท่านั้น จะโอนให้บุคคลอื่นไม่ได้

 "คณะรัฐมนตรียึดถือการตีความจากกฤษฎีกา ผมจึงให้หน่วยงานต่างๆ ปฏิบัติตามความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ก็ยอมรับว่าเมื่อได้ดำเนินการแล้วอาจส่งผลกระทบต่อผู้สุจริตที่ไปซื้อที่ดินภายหลัง จึงสั่งการให้เยียวยาผู้สุจริตด้วย และขอยืนยันว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติแทรกแซงนอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ที่พึงกระทำ"

 ดังนั้นจากการที่ ป.ป.ช.แถลงผลการตรวจสอบของ "คณะอนุกรรมการไต่สวนคดีตรวจสอบที่ดินนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา" โดยระบุว่าการกระทำของ "ป๋าเหนาะ" ในฐานะ "รมช.มหาดไทย" ที่สั่งการไม่โอนที่ดินให้วัด และขายให้ "ทักษิณ" เป็นการกระทำที่มีความผิด
 แม้ "ป๋าเหนาะ" จะอภิปรายว่าเป็นเรื่องการเมือง แต่ทำไมฟังแล้วเหมือน "ป๋า" มาพูดตอกย้ำความผิดของตัวเองอย่างไรก็ไม่รู้!

 นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังระบุว่า กรณีที่ "เสนาะ" มีคำสั่งไม่อนุญาตให้วัดรับมรดกที่ดินดังกล่าว ต่อมา วัดได้ขายที่ดินดังกล่าวให้ 2 บริษัท  ซึ่งทั้งสองบริษัท มี "อุไรวรรณ เทียนทอง" ภริยานายเสนาะ ถือหุ้นอยู่ 3 แสนหุ้น มูลค่า 30 ล้านบาท  "วิทยา เทียนทอง" ถือหุ้นอยู่ 1.5 แสนหุ้น มูลค่า 15 ล้านบาท และ "ชูชีพ หาญสวัสดิ์" ถือหุ้น 1.5 แสนหุ้น ตั้งแต่ปี 2533  ก่อนที่ "เสนาะ" จะไม่อนุญาตให้วัดรับที่ดินที่ได้มาตามพินัยกรรม

 ดังนั้นคณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ดำเนินการดังกล่าวของ "เสนาะ" เป็นการกระทำในฐานะเป็นเจ้าพนักงานที่ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือฝืนใจผู้อื่น ให้หามาให้ซึ่งประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148

 ที่ระบุว่า  "มาตรา 148 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต"

สมถวิล เทพสวัสดิ์