ข่าว

เจโทรยาหอมญี่ปุ่นยังชอบลงทุนไทยปตท.ส่งตีความ

เจโทรยาหอมญี่ปุ่นยังชอบลงทุนไทยปตท.ส่งตีความ

04 ก.พ. 2553

"ไตรรงค์" เผยเจโทรโชว์ผลสำรวจ นักลงทุนญี่ปุ่นยังชอบลงทุนในไทย ชื่นชมรัฐบาลพยายามแก้ปัญหามาบตาพุดเร็ว แม้ยังเป็นห่วงที่หยุดชะงัก ด้านพลังงานระบุ ปตท. ส่งตีความกิจการรุนแรงโรงแยกก๊าซ 6 หากไม่เข้าข่ายเปิดดำเนินการเม.ย.นี้

 นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยหลังนายมุเนโนริ ยามาดะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ เจโทร นายมาซาชิ ทซึรุโอกะ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ เจโทร และนายโย จิซึคาตะ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (เจซีซีบี) เข้าพบ ว่าเจโทรรายงานผลการสำรวจความเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่นในไทย ก่อนแถลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ สรุปว่านักลงทุนญี่ปุ่นมีความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจไปแล้ว โดยรวมแล้วญี่ปุ่นต้องการลงทุนในไทยและย้ายฐานการผลิตมาไทยมากขึ้น

 อย่างไรก็ตาม เจโทรยังเป็นห่วงเรื่องการแก้ปัญหาการลงทุนที่มาบตาพุด ต้องการให้มีความชัดเจนโดยเร็ว ตนจึงบอกว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือ การวางกติกาต่างๆ เพื่อให้มีการปฏิบัติที่เป็นไปตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเจโทรก็พอใจและชื่นชมว่ารัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว

 นายไตรรงค์ กล่าวอีกว่า เจโทรมีความไม่สบายใจ สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น การบุกไปทำลายการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นหรือเหตุการณ์จลาจล เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว นักลงทุนบอกว่าเขาไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก

 ด้านนายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการแก้ปัญหาลงทุนในมาบตาพุด ว่าขณะนี้กระทรวงพลังงาน ได้ประสานกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อเร่งแก้ไขผลกระทบจากปัญหามาบตาพุด ในส่วนของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 6 ซึ่งมองว่าน่าจะสามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากไม่อยู่ในข่ายที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรุนแรงและต้องระงับกิจการ ซึ่งคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย จะเป็นผู้พิจารณาตีความว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรงหรือไม่ และจะส่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณาอีกครั้งโดยหากได้รับความเห็นชอบจาก สผ.คาดว่า โรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 จะเปิดดำเนินการได้เดือนเมษายนนี้

 "หากสผ.ตีความว่า โรงแยกก๊าซฯ 6 เป็นโครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรง ก็ต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งจะใช้เวลาจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ เอชไอเอ รวมทั้งการรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ประมาณ 6-8 เดือน ซึ่งขณะนี้ ปตท. ได้ดำเนินการควบคู่กัน" นายพรชัยกล่าว และว่า กระทรวงพลังงานได้วางมาตรการป้องกันการขาดแคลนก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ไว้แล้ว แต่ต้องยอมรับว่า ระหว่างที่โครงการยังเกิดขึ้นไม่ได้ก็ต้องนำเข้าแอลพีจีเพิ่มขึ้น และกระทบต่อการผลิตปิโตรเคมีที่ใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิง