ข่าว

มาตรการกึ่งล็อกดาวน์ ทุบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท

มาตรการกึ่งล็อกดาวน์ ทุบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินความเสียหายจากมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ 6 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม ไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท มองมาตรการเยียวยา ลูกจ้าง-นายจ้าง ของรัฐเน้นแค่ปลายทาง ยังไม่ครอบคลุมห่วงโซ่ธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบ

จากมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ ที่ให้มีการหยุดงานก่อสร้าง โดยเน้นไปที่โครงการขนาดใหญ่ อย่างน้อย 30 วัน ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 6 จังหวัด (สีแดงเข้ม) ได้แก่ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร รวมถึงการจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มที่ให้เปิดดำเนินการได้เฉพาะการนำกลับไปบริโภคที่อื่นเท่านั้น โดยให้เริ่มตั้งแต่ 28 มิถุนายน 2564

ตามมาด้วยการออกมาตรการเยียวยาผลกระทบต่อลูกจ้างและนายจ้างทั้งในและนอกระบบประกันสังคมของภาครัฐภายใต้วงเงินเบื้องต้น 7,500 ล้านบาท สะท้อนเจตนาที่ภาครัฐต้องการควบคุมโควิด-19 และพยายามชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นเท่าที่พอจะทำได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า กลไกความช่วยเหลือลูกจ้างและนายจ้างทั้งในและนอกระบบประกันสังคมดังกล่าว ยังมุ่งเน้นไปที่กลุ่มแรงงานและธุรกิจที่เป็นปลายทางของงานก่อสร้างและบริการร้านอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มเหล่านี้ได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก แต่ยังคงมีกลุ่มอื่นๆ ในห่วงโซ่ธุรกิจหรือซัพพลายเชนที่ก็ได้รับผลกระทบตามมาเป็นทอดๆ จากการหยุดกิจกรรมที่กำหนดไปอย่างน้อย 1 เดือน อีกทั้ง สำหรับธุรกิจก่อสร้างยังมีประเด็นเฉพาะด้านกฎหมายเกี่ยวกับการส่งมอบงาน ซึ่งหากล่าช้า ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจจะมากกว่าเพียงมูลค่างานที่หายไปเท่านั้น

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สถานการณ์ข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง หากเหตุการณ์คลี่คลายลงในช่วง 1 เดือนข้างหน้า ผลกระทบคงเป็นเพียงภาวะชั่วคราว แต่ถ้าเหตุการณ์ลากยาวออกไปหรือจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันไม่ลดลงตามที่คาด ก็มีความเสี่ยงที่มูลค่าความเสียหายจะมากขึ้นและครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น

เบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลกระทบสุทธิในด้านมูลค่าธุรกิจก่อสร้างและยอดขายร้านอาหารและเครื่องดื่มใน 6 จังหวัด (กทม.และปริมณฑล) จากมาตรการกึ่งล็อกดาวน์ในกรอบเวลา 1 เดือน อาจคิดเป็นเม็ดเงินราว 40,000 ล้านบาท หรือ 0.25% ของจีดีพี ถัดจากนี้ เชื่อว่า ภาครัฐคงจะติดตามและประเมินสถานการณ์เพื่อพิจารณาออกมาตรการเพิ่มเติมอีกหากมีความจำเป็น โดยการออกแบบมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบให้ครอบคลุมตลอดซัพพลายเชนของธุรกิจต่างๆ ที่ประสบปัญหาด้านสภาพคล่อง อาจเป็นแนวทางหนึ่ง  ​​

logoline