ข่าว

ไตรรงค์ชี้ญี่ปุ่นห่วงการเมืองไทยกระทบการลงทุน

ไตรรงค์ชี้ญี่ปุ่นห่วงการเมืองไทยกระทบการลงทุน

04 ก.พ. 2553

“ไตรรงค์”บอกญี่ปุ่นห่วงปัญหาการเมืองไทยกระทบการลงทุน ปัดไม่รู้เรื่อง “ เสธ.แดง ” ตั้งกองทัพประชาชน เพราะไม่ได้เจอกันนานแล้ว เผยส่วนตัวไม่หวั่นการชุมนุมเสื้อแดง ชี้ถ้าอยู่ในกรอบกฎหมนยก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีการติดอาวุธก็ต้องปราบปราม

 (4ก.พ.)  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวภายหลังหารือร่วมกับประธานองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ( JETRO ) ประจำกรุงเทพฯ และคณะ ว่า ทางเจโทรได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทางการเมืองในอดีต ซึ่งเขาไม่สบายใจ เช่น การล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน ที่เมืองพัทยา ในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เขาไม่สบายใจ และคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น และเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งเขาไม่อยากเห็นเหตุการณ์อย่างนั้นอีก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ยังน่าลงทุนอยู่

 เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกระบุว่าจะมีการตั้งกองทัพประชาชนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย นายไตรรงค์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องนี้ และไม่ได้พูดตักเตือนอะไรกัน เพราะเป็นระดับนายพลแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ต้องเตือน และเขาก็ไม่ได้มาปรึกษาหารืออะไรกับตน ตนไม่ได้ติดต่อกับพล.ต.ขัตติยะมานานแล้ว อยู่ๆก็ไปเห็นเขาถ่ายรูปกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ยังแปลกใจว่าเขามีญาติเป็นคนเขมรด้วยหรือ แต่ก็ยังไม่ได้ถามว่าเป็นอย่างไร

 ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการระบุด้วยว่าจะให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เป็นผู้นำกองทัพประชาชน นายไตรรงค์ กล่าวติดตลกว่า “ ก็ต้องหารถเข็นไว้ให้สักคัน ไว้ให้ท่านบัญชาการ เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่เพราะหากสถานการณ์ทางการเมืองไม่ดีก็จะส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจด้วย นายไตรรงค์ กล่าวว่า ก็เป็นข่าวที่ไม่ดีและไม่เป็นผลดีกับประเทศ ที่มีการให้สัมภาษณ์กันไป ก็เป็นความมันส์ในอารมณ์ ก็ว่ากันไป ตนไม่ได้ว่าอะไร เมื่อถามว่าคิดว่าเหมาะสมหรือไม่ นายไตรรงค์ กล่าวว่า ประชาชนก็คิดดูเอาเองว่าเหมาะสมหรือไม่ ดีหรือไม่ดี คงเป็นการพูดแบบมันส์ปากกันไป คงไม่มีใครเขากลัว

 เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นคนที่มีประสบการณ์ทางการเมืองมานานคิดว่าประเทศไทยมีโอกาสที่จะเจอเหตุการณ์ปฏิวัติโดยประชาชนหรือไม่ นายไตรรงค์ กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ เพราะถ้าพูดแล้วเดี๋ยวแรง เมื่อถามว่านักธุรกิจเป็นห่วงสถานการณ์ทางการเมืองในวันที่ 26 ก.พ.นี้ที่เป็นวันตัดสินคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ นายไตรรงค์ กล่าวว่า การชุมนุมก็เป็นสิทธิ์ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ถ้านอกกรอบกฎหมาย รัฐบาลก็มีหน้าที่จัดการให้อยู่ในกรอบกฎหมาย ก็เท่านั้นเอง ความจริงหลายเรื่องตนก็เห็นด้วยกับกลุ่มเสื้อแดง เช่นกรณีบุกรุกป่าสงวน ถ้ามีการทำผิดจริงก็ต้องยึดกลับมาให้หลวง แต่ตนไม่เห็นว่าจะต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไร วันที่ 26 ก.พ.นี้ จะมีการตัดสินคดียึดทรัพย์ ก็คงไม่มีใครไปยุ่งกับศาลได้อยู่แล้ว คำพิพากษาเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น

 ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีเป็นห่วงว่าจะมีกองกำลังติดอาวุธเข้ามาก่อเหตุ นายไตรรงค์ กล่าวว่า ถ้ามีการติดอาวุธก็ผิดกฎหมายและต้องปราบปรามตามกฎหมาย

อภิสิทธิ์ชี้เศรษฐกิจปีนี้เป็นบวกอยู่ที่ร้อยละ3.5 -4

 นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการทางวิชาการด้านงบประมาณ : OCED Asian Senior Budget Officials Meeting โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ตอนหนึ่งว่า ในปัจจุบันโลกอยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลง มีความผันผวนทั้งราคาพลังงานและอาหาร และวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้นานาประเทศต้องการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินที่เกิดขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรียังได้หยิบยกความสำเร็จของจีน ที่สามารถใช้นโยบายการเงินการคลัง คงการเติบโตทางเศรษฐกิจและบรรลุเป้าหมายภายในของตัวเอง

  ส่วนรัฐบาลไทยได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่หนึ่ง เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ที่รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ อาทิ มาตรการเรียนฟรี 12 ปี การให้เงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ แม้กระทั่ง การแจกจ่ายเงินช่วยค่าครองชีพ จำนวน 2,000 บาท แก่ผู้มีรายได้น้อย เป็นผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปรับตัวดีขึ้นมาเป็นลำดับ จากที่ติดลบร้อยละ -7.1 ในไตรมาสแรกเมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ และลดลงร้อยละ - 4.9 และ -2.8 ในไตรมาสที่สองและไตรมาสที่สาม ตามลำดับ และคาดหวังว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะเป็นบวกอยู่ที่ร้อยละ 3.5 -4 สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะที่สองนั้น รัฐบาลเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านการศึกษาและสาธารณสุข

 นายกรัฐมนตรียังได้นำเสนอความท้าทายที่หลาย ๆ ชาติรวมทั้งไทยกำลังเผชิญอยู่ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลังได้พิจารณาร่วมกันคือความท้าทายที่หนึ่ง Exist Strategy ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องมีการพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการหลังวิกฤตเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เมื่อเศรษฐกิจแต่ละประเทศและทั่วโลกได้ปรับตัวดีขึ้น การประชุม G 20 ที่เมือง Pisttburg ในขณะนั้น หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องพิจารณาร่วมกัน

 ความท้าทายประการที่สอง สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้นทั้งในไทยและหลายประเทศในกลุ่ม OECD ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่มีจำนวนสูงขึ้น และคาดหวังมาตรฐานที่สูงขึ้น ในขณะที่รายจ่ายดังกล่าว ไม่สามารถให้ผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจได้ ดังนั้น ในการจัดทำนโยบายการเงินการคลังจำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างจริงจังเพื่อมิให้ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการกลายเป็นภาระต่อผู้เสียภาษี

 ความท้าทายประการที่สาม การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการจัดทำงบประมาณที่ต้องตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมทั่วไป รวมทั้งการสนับสนุนการเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและเอกชน

 ความท้าทายประการที่สี่ การปฏิรูปการจัดทำงบประมาณ (Budgetary Reforms) ปัญหาคอรัปชั่น ถือเป็นอุปสรรคขัดขว่างการให้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด และบั่นทองความเชื่อมั่นในการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความรุ่งเรืองของประเทศ

 นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความหวังว่า การประชุมในวันนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน การคลังจะได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวทางในการพัฒนา นโยบายด้านการเงินการคลังและรายจ่ายสาธารณให้เป็นประโยชน์ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมยิ่งขึ้นต่อไป