ข่าว

เรือนชานบ้านเมือง-เบื่อเมืองไทยอยากไป“เฮติ”

เรือนชานบ้านเมือง-เบื่อเมืองไทยอยากไป“เฮติ”

05 ก.พ. 2553

ช่วงเวลา 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา อะไรก็ดูสับสนวุ่นวายไปหมด เป็น “วัวพันหลัก” แบบไม่เห็นอนาคต ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อีกทั้งยังมีการคาดการณ์กันเอาไว้ว่าจะวุ่นวายกันไปอยู่อย่างนี้พักใหญ่ๆ

และผมยังเชื่อว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาแห่งความสับสนนี้ แม่ผมสอนไว้เสมอว่าในยามที่ไฟดับอย่าตื่นตระหนกวิ่งให้วุ่นวาย เพราะเดี๋ยวจะชนกันเอง เจ็บตัวกันเปล่าๆ ดังนั้น ผมก็ลองนั่งนิ่งๆ เปลี่ยนอารมณ์ หยุดตามข่าวสารบ้านเมืองสักพัก ลองเปลี่ยนอารมณ์มองออกไปให้ไกล สิ่งที่สะเทือนใจก็คือ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่งเกิดขึ้นที่ “เฮติ”

 ผมได้มีโอกาสเสวนากับ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยแห่งชาติ ซึ่งฟันธงว่าโอกาสเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยมีความเป็นไปได้สูงในอนาคต เพราะมีรอยเลื่อนที่ยังมีพลังอยู่ถึง 13 รอยเลื่อน ส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันตก รวมไปถึงรอยเลื่อนที่บริเวณภาคใต้อีก 2 รอยเลื่อน ดังนั้น หากเกิดแผ่นดินไหวเกิน 6 ริกเตอร์ขึ้นไป ก็คงจะไม่ต่างอะไรจาก “เฮติ” เพราะแผ่นดินไหวที่ “เฮติ” ครั้งนี้ มีความรุนแรง 6-7 ริกเตอร์ และมีความลึกห่างจากผิวดินเพียง 10  กิโลเมตร ซึ่งทางทฤษฎีแล้วในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหวลึกไม่เกิน 30 กิโลเมตรจากผิวดิน จะส่งพลังในการทำลายล้างรุนแรงกว่าปกติ อีกทั้งที่โชคร้ายคือ จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นห่างจากเมืองหลวงเพียง 15 กิโลเมตร เลยส่งผลให้พังพินาศกันไปทั้งเมืองกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าสยดสยอง    

 จะว่าไปแล้วผมเป็นคนโชคดีครับที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้ที่ทรงภูมิความรู้หลายท่าน ซึ่งบรรดานักวิชาการตัวจริงเสียงจริงได้สร้างความมั่นใจให้แก่ผมว่า หากมีการวางผังชุมชนเมืองที่ถูกต้องตามหลักวิชาการที่พร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมไปถึงการออกแบบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมอย่างถูกต้อง ที่มีความคงทนแข็งแรงเพียงพอ ก็จะสามารถลดความสูญเสียลงไปได้อย่างมากมายมหาศาลและคงจะไม่เสียชีวิตกันมากมายขนาดนี้  

 จะว่าไปแล้วผมได้ใช้เวลาหลายปีตั้งแต่ครั้งเกิดโศกนาฏกรรมคลื่นยักษ์ “สึนามิ” เพื่อหาแนวทางในการวางผังชุมชนและวิธีการในการออกแบบและก่อสร้างอาคารที่สามารถรองรับกับภัยพิบัติทางธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด ไม่ว่าจะมาจาก แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ “สึนามิ” หรือจาก “สตรอมเซิร์จ” ฯลฯ ซึ่งมีโอกาสเกิดได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่โลกขาดความสมดุล และความพอเพียงในทุกมิติดังเช่นในปัจจุบัน ซึ่งระบบการก่อสร้างที่ผมเชื่อว่าเหมาะสมคือ โครงสร้างที่มีความยืดหยุ่นตัวสูง อีกทั้งยังเป็นโครงสร้างที่สามารถก่อสร้างได้รวดเร็วภายใต้สภาวะที่ขาดแคลนในทุกๆ ด้าน

จากการที่ผมได้ทำการศึกษาค้นคว้ามาหลายปีกับ ดร.พิบูลย์ จีนาวัฒน์  ยิ่งทำให้ผมเชื่อว่าหากเราใส่ใจกันอีกสักนิด ลดการทะเลาะวิวาทลงไปอีกสักหน่อย เราจะสามารถสร้างบ้านสร้างเมือง ชุมชน ที่มีความมั่นคงแข็งแรงในทุกๆ ด้าน ท่ามกลางบรรยากาศที่สับสนวุ่นวายบางครั้งใจก็อยากทิ้งเมืองไทยไปสักพักหนึ่งไปช่วยเพื่อนร่วมทุกข์ชาว “เฮติ” ฟื้นบ้านฟูเมือง และบอกเล่าไม่ให้ทะเลาะวิวาทกันเมื่อสร้างบ้านสร้างเมืองเสร็จ

คิดไปคิดมาก็เกิดอาการเบื่อเมืองไทย อยากไปช่วยชาว “เฮติ” สร้างบ้านสร้างเมือง และเตือนสติชาว “เฮติ” ไม่ให้ทะเลาะวิวาทกัน ขาดความสามัคคีดังเช่นคนไทย ที่ถูกปรามาสว่า “ยามศึกเรารบ  ยามสงบก็ทะเลาะกันเอง” ครับ ส่วนท่านที่สนใจเกี่ยวกับการออกแบบและก่อสร้างบ้านเรือนที่สามารถต้านภัยพิบัติทางธรรมชาติก็เข้าร่วมฟังการบรรยาย “บ้านแม่ เมืองพ่อ" ที่พอเพียง ในวันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์  ณ ท้องพระโรงวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร  หรือสามารถโทรสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2644-1478 ครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์