
จากเอ็ม 79 ถึงถุงอึ
นัยของการถล่มเอ็ม 79 ใส่ห้องทำงาน ผบ.ทบ.กับการปาถุงอึใส่บ้านนายกฯ ดูเหมือนจะมีเป้าประสงค์เดียวกัน
แน่นอนว่าเป็นเรื่องการเมืองกับคนไม่ชอบหน้า
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ใครเป็นคนทำ หรือใครคือคนที่ไม่ชอบหน้าคนนั้น ?
ตอบอย่างฟันธงและคนขวางโลก จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนต่างขั้ว กับฝ่ายการเมืองต่างค่าย
ไม่ใช่ตาสียายสาผู้ฟังคำปราศรัยโจมตีรัฐบาลแล้วของขึ้น เหมือนนักเรียนช่างกลในวันไหว้ครู ที่ดิ้นพราดๆ เหมือนถูกน้ำร้อนลวกเหมือนองค์ลง
เอาของเสียใส่ถุงแล้วเดิมดุ่มๆ เข้าไปปาใส่รั้วบ้านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หล่อใหญ่แห่งค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม
เพราะแม้แต่ตำรวจไปตรวจกล้องวงจรปิดหน้าบ้าน ยังได้แต่ภาพผู้ต้องสงสัย ใส่หมวกปิดบังอำพรางใบหน้าเสร็จสรรพ เหมือนจะรู้ดีว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง เลยเตรียมป้องกันไว้เต็มที่
น่าเห็นใจก็แต่ตำรวจ หลังเกิดเรื่องหมาดๆ บรรดาบิ๊ก สตช. และ บช.น.ก็รีบด่วนสรุปแล้วว่าน่าจะตามตัวได้ไม่ยาก
ถ้าจับกุมตัวได้แล้วจะเป็นอย่างไร
ยังจำกันได้ไหมสมัยที่ "อุทัย พิมพ์ใจชน" เป็น รมว.พาณิชย์ เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เมื่อ 7 กันยายน 2537 แล้วถูกอาจารย์ ม.รามคำแหง บุกเข้าไปปาถุงอึใส่หน้า
สาเหตุก็เพราะไม่พอใจการสั่งย้ายปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผลแห่งคดีศาลสั่งจำคุก 1 ปี แต่โทษจำให้รอลงอาญาไว้ก่อน
แม้ในทางคดีจะไม่มีอะไรมาก แต่ในทางการเมืองนั้นพรรคฝ่ายค้านได้นำไปเป็นประเด็นกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง
เรื่องอึหน้าบ้านนายกฯ มาร์คก็คงจะไม่แตกต่างกัน
ในยามที่รัฐบาลต้องรับมือกับเกมการเมืองทุกด้าน อึอาจจะมีอานุภาพสร้างความเสียหายให้รัฐบาลได้พอๆ กับแรงระเบิดของเอ็ม 79
หรือบางทีเอ็ม 79 อาจจะมีกลิ่นแรงพอๆ กับขี้ที่หน้าบ้านนายกฯ ก็ได้
ดังนั้นเรื่องขี้ๆ อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนทำ และทำไปเพื่ออะไรนั่นต่างหากที่สำคัญ
ที่แน่ๆ เป็นแช่แป้งคือเรื่องนี้จะถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปพูดถึงอย่างแสบสัน
อ่อ เกือบลืม เรื่องปาขี้นี้ทำให้เห็นอะไรอย่างหนึ่ง นั่นคือความหละหลวมในมาตรการรักษาความปลอดภัยบ้านพักคนสำคัญ
เหมือนจะส่งสัญญาณเตือนว่า ถ้าหากจะทำอะไรรุนแรงแล้วล่ะก็ "การเข้าถึง" ระดับนี้ สามารถจะทำอะไรก็ได้
วันนี้เราถึงได้เห็นมาตรการ "ล้อมคอกวัว" กันจ้าละหวั่น ทั้งที่กองทัพและหน้าบ้านพักของนายกรัฐมนตรี !?!



