
ขอนแก่นบรรจุสิ่งแวดล้อมศึกษาลงหลักสูตรท้องถิ่น
ขอนแก่นเป็นเจ้าภาพจัดเวทีเสวนาสิ่งแวดล้อมศึกษาระดับประเทศครั้งที่ 3 เพื่อตระหนักถึงสภาวะวิกฤติเรื่องสิ่งแวดล้อม พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่สร้างปัญหาให้กับสังคมสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างหนัก ในขณะเดียวกันต่างชาติชี้ให้บรรจุหลักส
นายธนวัฒน์ พลอยโสภณ รอง ผวจ.ขอนแก่น ได้เดินทางมาเปิดงานพร้อมกับมากล่าวต้อนรับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ ที่มาร่วมประชุมเสวนาสิ่งแวดล้อมศึกษาระดับประเทศครั้งที่ 3 ณ ห้องแกรนด์ออคิด บอลรูม โรงแรมพูลแมน ราชาออคิด จ.ขอนแก่น เพื่อเป็นแนวทางในการแลกเปลี่ยนและนำเสนอกรณีตัวอย่างจากการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาในมิติต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ชุมชน ภาคธุรกิจ ที่เหมาะสมในระดับต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจัดการเรียนรู้ที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
Assoc.Professor Soren Breiting ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาจากประเทศเดนมาร์ก กล่าวว่า ในเรื่องของการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนควรจะบูรณาการเข้ากับหลักสูตรการศึกษา ซึ่งปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าประเทศต่างๆมีการจัดการแนวทางพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนเข้ากับกลุ่มสาระการเรียนรู้อย่างเป็นระบบเกิดขึ้นน้อยมาก จึงควรจะปลูกฝังให้เยาวชนเกิดการเรียนรู้อย่างจริงจัง จึงจะรู้ซึ้งถึงปัญหาอย่างแท้จริง ไม่ใช่ปลูกฝังแค่เพียงการบอกเล่าปากต่อปาก วิธีนั้นจะทำให้เยาวชนไม่เห็นรูปธรรมของปัญหา ตนเชื่อว่าเยาวชนจะเป็นกำลังสำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่ดีในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ด้าน Mr.Burghard Rauschelbach ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาและการจัดการทรัพยากรจาก GTZ แสดงความคิดเห็นว่า ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าตามยุคสมัยจะย่อธรรมชาติไปไว้ในจอคอมพิวเตอร์ ทำให้เยาวชนเรียนรู้ธรรมชาติที่รังสรรค์ขึ้นมาจากเทคโนโลยีแต่ไม่ใช่ธรรมชาติอย่างแท้จริง จึงไม่ทราบถึงความงามและปัญหาที่เกิดกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันนี้จึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะเยาวชนไม่ได้เข้าถึงปัญหาอย่างแท้จริง
ดร.เสรี พงศ์พิศ ประธานมูลนิธิหมู่บ้านและผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน แสดงความคิดเห็นว่า อุปสรรคปัญหาสำคัญของสิ่งแวดล้อมศึกษาใน จ.ขอนแก่นคือการขาดความเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้และวิถีชีวิตของนักเรียนในสถานศึกษากับนอกสถานศึกษา ซึ่งควรสอดคล้องและเกื้อหนุนกันอย่างมาก
พร้อมกับกล่าวต่อว่า ความแตกต่างของสิ่งที่เรียนรู้และการปฏิบัติในโรงเรียนกับนอกรั้วโรงเรียนเป็นข้อกีดขวางสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษาและการนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การเกิดผลเป็นรูปธรรมได้อย่างแท้จริง ดังนั้นเราจึงควรนำแนวทางสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาบูรณาการให้เข้ากับการศึกษา ปลูกฝังให้เยาวชนหวงแหนสิ่งแวดล้อมด้วยจากใต้จิตสำนึกอย่างแท้จริง



