ข่าว

เหลียวหลังแลหน้า 3 ทศวรรษ ขบวนการพัฒนาท้องถิ่นอีสาน

เหลียวหลังแลหน้า 3 ทศวรรษ ขบวนการพัฒนาท้องถิ่นอีสาน

03 ก.พ. 2553

วิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในภาคอีสานนำไปสู่ความพยายามร่วมกันของขบวนการพัฒนาในภาคอีสาน เพื่อแสวงหาทางออก มีการปฏิบัติการเรียนรู้ และชี้ให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาตลอดช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

 ขบวนการเหล่านี้ได้มีข้อเสนอแนะต่างๆ เกิดขึ้นมามากมาย ทั้งเรื่องของพี่น้องประชาชนที่ถูกผลกระทบจากการพัฒนาได้ร่วมกันหาทางแก้ไข บทเรียนการปฏิบัติการที่เสมือนสังคมทางเลือกเพื่อจะยืนหยัดในการพึ่งพาตนเอง การใช้สิทธิชุมชนอันมีมาตั้งแต่ดั้งเดิมในการใช้ชีวิต การจัดการทรัพยากร และการปรับวิถีให้สอดคล้องกับภูมินิเวศอีสาน แม้จะเป็นกลุ่มเล็กๆ  แต่ก็มีคำตอบให้สังคมมากมาย

 สน รูปสูง เลขาธิการสภาพัฒนาการเมือง บอกว่า เกษตรแบบผสมผสานในปัจจุบันล้มเหลว ประชาชนเป็นทาสของเทคโนโลยีสมัยใหม่จนลืมภูมิปัญญาชาวบ้านที่เราเคยคิดเคยทำมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ปัจจุบันนี้แทบจะไม่เห็นการใช้ควายไถนาเพราะใช้ควายเหล็กมาทำแทน บางครัวเรือนที่ยังคงใช้ควายไถนาก็จะถูกเพื่อนบ้านมองในลักษณะที่ว่าเป็นคนล้าสมัย ทำให้วิถีชีวิตของชาวนาเปลี่ยนไป ควายที่เป็นสัตว์คู่สังคมการเกษตรจึงถูกลืมไป เด็กๆ ก็หันไปเล่นเกมเดินห้าง ไม่รู้จักการปลูกข้าวจับปลาอยู่ในไร่นาเหมือนแต่ก่อน คนในสังคมอีสานกลายเป็นคนมักง่าย กลายเป็นสังคมทุนนิยมเข้ามาครอบงำ

 ด้าน แม่ผา กองธรรม แม่หญิงจากเครือข่ายอนุรักษ์ป่าทามแม่น้ำมูลตอนกลาง เล่าว่า เมื่อก่อนคนอีสานอยู่กันแบบพี่แบบน้อง พึ่งพาอาศัยกัน มีอะไรก็แบ่งปันกัน แต่ปัจจุบันทุกอย่างเป็นการค้าขายไปหมด ความเห็นแก่ตัวเจริญเติบโตไปพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ปัจจุบันนี้ควายก็เป็นสัตว์ที่ทุกคนลืมความสำคัญไปหมดแล้ว ถึงแม้ว่าคนจะไม่เลี้ยงไว้ใช้งานแต่ก็ควรจะเลี้ยงไว้เพื่อสะสมทรัพย์โดยการเลี้ยงไว้ขายและไว้ใช้ปุ๋ยจากมูลของมัน ไม่ใช่เราคิดแต่จะหาเงินจากการกู้หนี้ยืมสินนอกระบบหรือคิดเพียงแค่จะพึ่งพากองทุนกู้ยืม สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือการสร้างกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้คอยดูแลซึ่งกันและกัน

 ส่วน พ่อบุญส่ง มาตขาว เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน แสดงความคิดเห็นว่า การตั้งองค์กรเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีการวางแผนว่าทำอย่างไรให้เกิดการรวมตัวกันแล้วต้องเกิดประโยชน์มากกว่าการมาหารายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง เพราะเมื่อจัดทำเป็นโครงการขึ้นมาก็ย่อมมีเงินสนับสนุนตามมาด้วย ทั้งนี้การรวมตัวกันต้องทำด้วยเนื้อหาสาระและเอาเรื่องงานส่วนรวมมาก่อน ห้ามเอาเรื่องเงินมาเป็นหลัก

 ขณะที่ สนั่น ชูสกุล นักพัฒนาจากโครงการทามมูน เมืองศรีสะเกษบอกว่า  ชีวิตคนในท้องถิ่นอีสาน ล้มลุกคลุกคลาน มาเรื่อยๆ มีวิธีการลงมือทำในรูปแบบทำใครทำมัน แล้วพัฒนามาเป็นเครือข่าย จากนั้นก็กลายเป็นสมัชชารายย่อย (คนจน) ถ้าทุกคนรู้จักนำบทเรียนมาทำสังคายนา คือ นำมาทบทวนสิ่งผิดพลาดต่างๆ แล้วหาข้อแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดนั้นโดยการรวมตัวกันตั้งเป็นองค์กรคอยแนะนำซึ่งกันและกันและปรึกษาหารือกัน อย่ารวมตัวกันเพื่อเงินเพราะเมื่อเงินเป็นตัวตั้งตัวตีในการรวมตัวกันเมื่อไหร่กลุ่มที่ตั้งก็จะแตก

 ด้าน  ดร.บัญชร แก้วส่อง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น บอกว่า ในอดีตสังคมของคนในภาคอีสานจะเป็นสังคมที่เรียกว่า “หาอยู่หากิน” พอทรัพยากรเริ่มถดถอยลงก็กลายเป็นสังคม “เฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน” เมื่อถึงยุคที่นายทุนเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมก็กลายเป็นสังคม “เฮ็ดขายซื้อกิน“ จากนั้นก็กลายเป็นสังคม “ขายตัวซื้อกิน” พอถึงยุคนี้คนก็เลยกลายเป็นคนตาบอด ปัญญาบอด และใจบอด สังคมเรากำลังจะเจอทางตัน เลยจะย้อนกลับมาทางเดิม ถึงตอนนั้นเราจะต้องทบทวนว่าเราเป็นใคร และที่สำคัญนาไม่ใช่มีแต่ข้าว แต่นาคือชีวิตมี กบ หอย ปู ปลา และเพื่อนบ้าน นอกจากเราจะคิดถึงตัวเราเองแล้ว เราต้องคิดถึงผู้อื่นด้วย ชาวบ้านในภาคอีสานต้องมีการรวมตัวกันเป็นองค์กร ไม่เป็นเหยื่อการเมือง ต้องรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของนักการเมือง

 การเสวนาในครั้งนี้เป็นการเสนอมุมมองจากการปฏิบัติการเพื่อแลกเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า โดยมุ่งเน้นถึงการเปลี่ยนแปลงจากภายในทั้งของนักพัฒนาและชุมชน เป็นการหนุนเสริมศักยภาพของชาวบ้านในการพัฒนาของชุมชนเพื่อการพึ่งพาตนเอง จัดการตนเอง  และต่อสู้เพื่อสิทธิอันชอบธรรมในการดำเนินชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ภายใต้ทิศทางการทำงานที่เป็นอิสระจากกรอบภายนอก ที่สร้างวิกฤติการณ์ต่างๆ ให้ชุมชน เป็นแนวทางในการพลิกฟื้นวิถีอีสานให้กลับมาสู่ร่องรอยที่ควรจะเป็น อันจะนำไปสู่อนาคตอีสานที่ยั่งยืนสืบไป

"ปริศนา มะลิซ้อน"