
3 อบจ.ร่วมอนุรักษ์ โลมาอิรวดี ยอดตายเพิ่ม -หวั่นสูญพันธุ์จากทะเลสาบสงขลา
สงขลา - นักวิชาการประมงฯ ประสาน 3 อบจ.รอยต่อทะเลสาบสงขลา ผุดแผนอนุรักษ์โลมาอิรวดี หลังสถานการณ์โลมาเริ่มวิกฤติ
นายสันติ นิลวัฒน์ นักวิชาการประมง ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โลมาอิรวดีที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทะเลสาบสงขลากำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติหลังจากพบซากโลมาอิรวดีตายเป็นตัวที่ 5 ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้เมื่อเทียบสถิติการตายของโลมาอิรวดีที่พบตั้งแต่ปี 49-52 มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 6.6ตัวต่อปีเท่านั้น
"เฉพาะเดือนมกราคมพบซากโลมาอิรวดีถึง 5 ตัวถือเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างวิกฤติเพราะโลมาอิรวดีที่พบในทะเลสาบสงขลาเป็นสัตว์เฉพาะถิ่น ทั่วโลกพบเพียง 5 แห่งเท่านั้น และยังเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลสาบสงขลาที่สะท้อนภาพวิถีชีวิตโลมาซึ่งสัมพันธ์โดยตรงต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง" นายสันติ กล่าว
นักวิชาการประมง กล่าวต่อว่า จากการสำรวจโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาปี 50 มีประมาณ 36 ตัว โดยเจ้าหน้าที่ได้วางทุ่นเพื่อแสดงเขตโลมาอิรวดีในพื้นที่ทะเลสาบสงขลาจำนวน 100 ตารางกิโลเมตร แต่เนื่องจากโลมาอิรวดีเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทำให้ออกนอกพื้นที่เพื่อหาอาหารส่งผลให้แม่โลมาบางตัวเกยตื้นตาย เพราะไปติดกับอุปกรณ์การประมงของชาวบ้าน แม้ว่าที่ผ่านมาได้ขอความร่วมมือกับ อปท.16 แห่งที่ตั้งอยู่รอบทะเลสาบสงขลาเพื่อร่วมขับเคลื่อนการดูแลโลมาอิรวดีให้คงอยู่ ด้วยการปลุกจิตสำนึกชาวบ้าน และชาวประมง ซึ่งได้รับตอบรับที่ดี แต่สถานการณ์การตายของโลมากลับสวนทางกัน ทำให้ต้องมีนโยบายที่กว้างขึ้น
"จะขอความร่วมมือกับอบจ.ทั้ง 3 แห่งที่มีพื้นที่ติดทะเลสาบสงขลา คือ อบจ.สงขลา, พัทลุง และนครศรีธรรมราช เพื่อร่วมกันวางยุทธศาสตร์ในการอนุรักษ์โลมาอิรวดีร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม และในฐานะนักวิชาการเรายินดีสนับสนุนการทำงานของ อปท. เต็มที่" นายสันติ กล่าว
นายสานันท์ สุพรรณชนะบุรี นายก อบจ.พัทลุง กล่าวว่า พร้อมที่จะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์โลมาอิรวดี เนื่องจากเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของจังหวัดในพื้นที่รอยต่อทะเลสาบสงขลา เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานได้เห็น โดยในส่วนของท้องถิ่นจะเน้นการสร้างจิตสำนึกให้ภาคประชาสังคมในการร่วมกันอนุรักษ์โลมาอิรวดี ขณะเดียวกันจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลเข้ามาให้ความรู้และร่วมกันวางแผนการดำเนินการอย่างจริงจัง เนื่องจากส่วนท้องถิ่นไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการด้านนี้โดยตรง



