ข่าว

เงินเฟ้อม.ค.พุ่ง4.1%เอกชนห่วงบีบแรงซื้อ

เงินเฟ้อม.ค.พุ่ง4.1%เอกชนห่วงบีบแรงซื้อ

02 ก.พ. 2553

เงินเฟ้อเดือนมกราคมพุ่งขึ้น 4.1% สะท้อนเศรษฐกิจฟื้นตัว ชี้ราคาอาหารและน้ำมันเป็นปัจจัยหลัก เอกชนห่วงเพิ่มแรงกดดันอำนาจซื้อของครัวเรือน

 นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือนมกราคม 2553 เพิ่มขึ้น 4.1% เทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2552 เป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 และสูงขึ้น 0.6% เทียบกับเดือนธันวาคม 2552 มาจากราคาสินค้าหมวดอาหารและราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวชัดเจน และแม้เงินเฟ้อเดือนแรกของปีนี้จะสูงกว่าที่ประมาณการไว้ทั้งปี ที่เฉลี่ยไว้ 3-3.5% แต่เชื่อว่าจะไม่ทำให้เงินเฟ้อเกินเป้าหมาย โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ ความผันผวนของราคาน้ำมัน

 ส่วนแนวโน้มราคาสินค้าคาดว่า สินค้าเกษตรมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เพราะผลผลิตลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังได้รับความเสียหายจากการระบาดของเพลี้ยกระโดด ขณะที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างมีการปรับตัวสูงขึ้น ตามต้นทุนของวัตถุดิบโลก ยกเว้นปูนซีเมนต์ ปุ๋ย มะพร้าวขูด ที่ราคาลดลง ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน จะทรงต่อเนื่องตลอดไตรมาสแรก

 ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่เร่งตัวขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือน น่าจะชะลอลงในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากฐานดัชนีราคาผู้บริโภคในปีก่อนที่เริ่มขยับขึ้นนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีโอกาสที่จะกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกในช่วงระยะเวลาที่เหลือของปี ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก รวมทั้งการตัดสินใจของรัฐบาลเกี่ยวกับการสิ้นสุด 5 มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพเป็นสำคัญ โดยภาพรวมในปี 2553

 "แม้อัตราเงินเฟ้อที่มีระดับสูงในปัจจุบัน จะยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในขณะนี้ แต่ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อภาคครัวเรือน ส่งผลให้อำนาจซื้อของผู้บริโภคในปีนี้อาจไม่ดีขึ้นกว่าปีก่อนมากนัก" ศูนย์วิจัย กสิกรไทย ระบุ

 นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์คลังของประเทศในระยะ 4-5 ปีข้างหน้ายังพอรับได้ แต่ในระยะอีก 10 ปีข้างหน้าก็ไม่แน่ ทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างรายได้ของประเทศใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องผลักดันกฎหมายทรัพย์สินฯ เข้าสภาให้ได้ในสมัยนี้ คนมีทรัพย์สินมากก็ต้องจ่ายมาก