ข่าว

กทม.ยื่นมือเจรจาแบงก์อุ้มลูกหนี้ถูกยึดบ้าน

กทม.ยื่นมือเจรจาแบงก์อุ้มลูกหนี้ถูกยึดบ้าน

10 มี.ค. 2552

กทม.อุ้มลูกหนี้รายย่อย นำร่องกลุ่มจะถูกยึดบ้าน รับเป็นเจ้าภาพเจรจาสถาบันการเงินลดดอกเบี้ย ก่อนนำออกขายทอดตลาด เตรียมช่วยกลุ่มหนี้บัตรเครดิตรายต่อไป

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะผู้บริหาร กทม. วันนี้( 10 มี.ค.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการการแก้ไขปัญหาหนี้สินของลูกหนี้รายย่อย โดย กทม.จะรับเป็นเจ้าภาพในการดูแลปัญหาและเป็นตัวกลางในการเจรจากับสถาบันการเงินโดยตรง หรือดำเนินการผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ ช่วยเหลือลูกหนี้ที่จะถูกยึดทรัพย์เข้าตลาด ตามโครงการ “ สินทรัพย์สุดท้ายของประชาชนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ” ทั้งนี้ กทม.จะเปิดให้ลูกหนี้รายย่อยลงทะเบียนกับสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ภายในต้นเดือน พ.ค.นี้ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่ตนได้ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
 นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า กทม.จะประสานงานกับศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ(ศปลช.) ในการเจรจาหนี้ให้กับผู้ที่ถูกฟ้องดำเนินคดีและที่กำลังจะถูกยึดทรัพย์เข้าตลาด ซึ่งจากข้อมูลของ ศปลช.พบว่ามีจำนวนกว่า 50,000 ราย มูลค่าหนี้รวม 100,000 ล้านบาท และคาดว่าวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้จะมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นอีก  สำหรับการดำเนินการ กทม.จะเปิดให้ลูกหนี้รายย่อยทุกประเภทได้มาลงทะเบียนที่สำนักงานเขตทั้ง 50 แห่ง สายด่วน กทม. 1555 และศปลช. หมายเลข 0-2319-1161-4 ภายในต้นเดือน พ.ค.นี้ ซึ่ง กทม.จะจัดให้มีการจ้างงานนักศึกษาที่จบใหม่ระดับปริญญาตรี โดยเฉพาะสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ การเงิน และการบัญชี เข้ารับการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมาทำการจัดกลุ่ม แยกประเภทลูกหนี้ เช่น กลุ่มหนี้ที่อยู่อาศัย กลุ่มหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้นอกระบบ เป็นต้น จากนั้นจะประสานงานเจรจาประนอมหนี้ ซึ่งขณะนี้มีความเป็นไปได้ว่าสถาบันการเงินจะมาร่วมไม่น้อยกว่า 3-4 ราย
 นายธีระชน กล่าวว่า ในเบื้องต้น กทม.จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือในกลุ่มหนี้ประเภทที่อยู่อาศัยก่อน ที่ผ่านมา กทม.ได้หารือกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยแล้ว ซึ่งยินดีที่จะรีไฟแนนซ์ให้กับลูกหนี้ ส่วนการปรับโครงสร้างหนี้นั้นมีหลายวิธีการจะสามารถทำได้ เช่น การเจรจาให้ตัดดอกเบี้ย หรืออาจลดเงินต้น เพื่อให้ลูกหนี้มีกำลังในการชำระหนี้ ได้ ทั้งนี้ผู้ว่าฯกทม. จะมีหนังสือขอความอนุเคราะห์เลื่อนการขายทอดตลาดไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ แล้วให้ลูกหนี้มาชำระเงินต้นให้สามารถมีที่อยู่อาศัยต่อไป ซึ่งจะเป็นการสมประโยชน์กันทุกฝ่าย แทนที่จะปล่อยให้เป็นหนี้เสีย กระบวนการฟื้นฟูกิจการอาจใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี คาดว่าภายใน 4 ปี จะสามารถเคลียร์หนี้ให้กับลูกหนี้ได้กว่า 20%
 นายธีระชน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กทม.ยังเตรียมที่จะให้ความช่วยเหลือข้าราชการและลูกจ้าง กทม.ที่มีหนี้บัตรเครดิต ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะดำเนินการให้ความช่วยเหลือได้อย่างไร หากประสบความสำเร็จจะขยายผลให้ความช่วยเหลือในภาคประชาชนต่อไป และหากนำร่องในกลุ่มข้าราชการ กทม.สำเร็จ อาจทำให้ส่วนราชการอื่นดำเนินการในรูปแบบเดียวกันด้วย ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันมีลูกหนี้บัตรเครดิตอยู่กว่า 250,000 ราย กทม.จะเจรจากับสถาบันการเงินให้ซื้อหนี้ออกมา แล้วลดอัตราดอกเบี้ยให้ถูกลง เพราะในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดจะถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมากประมาณ 20% ทำให้ส่วนหนึ่งจะถูกฟ้องศาล ถูกพิทักษ์ทรัพย์