
อะไรอยู่เบื้องหลังข่าวการรัฐประหาร
การวิเคราะห์การเมืองไทยนั้นเป็นเรื่องที่จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในวงอำนาจนั้นเข้าถึงข้อมูลไม่ค่อยจะได้
ดังนั้นเราจึงมักจะต้องพูดกันถึงเรื่องของหลักการและความเป็นจริง โดยผู้ที่จะอ้างว่าตัวเองนั้นรู้ว่า "อะไรคืออะไร" นั้นไม่ใช่บรรดานักวิทยาศาสตร์ หรือนักวิทยาศาสตร์สังคม ที่สามารถเข้าถึงความเป็นจริงผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่ความรู้ทางการเมืองของไทยนั้นมักจะเข้าถึงได้ผ่านทางการเมืองเอง คือเข้าไปรับใช้ หรือจะใช้คำที่หรูหน่อยก็คือ เข้าไปให้คำปรึกษากับบรรดานักการเมือง หรือขบวนการทางการเมือง
หรือแม้ว่าบางทีในตอนแรกนั้นนักวิชาการอาจจะเข้าไปเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างอิสระ แต่ในระยะยาว ก็จะมีวังวน-กับดักที่สำคัญอยู่ข้อหนึ่ง นั่นก็คือ ความเชื่อที่ว่าผู้มีอำนาจนั้นจะฟังสิ่งที่เราพูดนั่นแหละครับ
โม้นอกเรื่องมานาน ก็แค่อยากจะบอกให้ทราบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบายได้ว่าตกลงจะมีการรัฐประหารหรือรัฐประหารหรือไม่ เพราะว่าถ้ารู้จริงก็อาจไม่ได้แปลว่ามีความรู้ที่เกิดจากปัญญา แต่อาจจะเกิดจากการเข้าไปอยู่ในวงอำนาจ และถ้าอยู่ในวงอำนาจจริง ก็อาจบอกไม่ได้ เพราะความรู้ที่เกิดจากการเข้าสู่วงอำนาจนั้น อาจเป็นเพียงข้อมูลมากกว่าความรู้ (ในแง่นี้สถานะของนักวิชาการกับหญิงหรือชายขายบริการก็ไม่น่าจะแตกต่างกันสักเท่าไหร่)
แต่ถ้าจะให้เดา ข่าวการทำรัฐประหารและการปฏิเสธการทำรัฐประหารในครั้งนี้มีความน่าสนใจอยู่มาก เพราะกลายเป็นว่า ฝ่ายที่เตรียมต่อต้านนั้นกลับมีความกระตือรือร้นในการต่อต้านเป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนนั้นยังคุมเชิงอยู่ห่างๆ โดยตลอด
ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีการรัฐประหารจริงไหม แต่ผมคิดว่าเรื่องที่น่าสนุกกว่าในบ้านเมืองเราอาจจะอยู่ที่ว่า การรัฐประหารนั้นอาจไม่ได้เตรียมการกันอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อนการปล่อยข่าว แต่การปล่อยข่าวออกมาเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของแต่ละฝ่ายต่างหากที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขของการทำรัฐประหาร
เพราะว่าการทำรัฐประหารอาจออกมาในรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า "การป้องปราม" หรือที่อาจจะพอเทียบเคียงว่ามีลักษณะของ preemptive strike ในความหมายที่ว่าเป็นการตัดสินใจทำเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายของบ้านเมืองจากการเตรียมทำรัฐประหาร หรือจากการเตรียมต้านรัฐประหาร หรือสร้างความวุ่นวาย เรื่องนี้ความจริงก็เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลในครั้งที่แล้ว
ในรูปแบบที่สองที่มีความเป็นไปได้ก็คือ การเกิดรัฐประหารตัวเองแบบอำพราง ในความหมายว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องมีการทำรัฐประหารในแบบเดิม เพราะการทำรัฐประหารได้ถูกสถาปนาขึ้นให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบอบกฎหมายนับจากการทำรัฐประหารในรอบที่แล้วในนามของการประกาศเขตรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งทำให้มีขั้นตอนสำคัญ คือ ครม.เห็นว่าอาจมีสถานการณ์บางอย่างที่เป็นภัยต่อประเทศ หรืออาจจะเป็นภัยต่อรัฐบาลเอง ก็สามารถประกาศได้ ขั้นตอนที่สองนั้น นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ใครคุมก็ได้ จะคุมเอง รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง หรือให้ ผบ.ทบ.คุมก็ได้
เรื่องนี้ไม่ใช่สำคัญตรงที่ว่ารัฐบาลสามารถใช้อำนาจที่เหนือรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งอาจจะอ้างว่าหลายประเทศเขาทำกัน ถ้ามีเงื่อนไขพอ แต่มันสำคัญตรงที่การประกาศดังกล่าวนั้น ไม่สามารถทำให้เกิดกระบวนการตรวจสอบจากกลไกทางการเมืองอื่นได้ อาทิ การประกาศดังกล่าวไม่ต้องผ่านสภา ไม่มีตัวแทนของสภา และภาคประชาชนในคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยฯ และไม่มีการร่างเงื่อนไขการตรวจสอบการใช้อำนาจพิเศษเหล่านี้ว่าการพิจารณาของนายกรัฐมนตรีในการประกาศเขตและปฏิบัติการทางความมั่นคงเหล่านี้ได้ทำอย่างรอบคอบและยึดหลักการสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เป็นหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ
ในรูปแบบสุดท้าย ความเป็นไปได้ในการทำรัฐประหารอาจจะเกิดขึ้นในลักษณะของการพิทักษ์กระบวนการพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อสะท้อนภาพของการค้ำยันระบอบความยุติธรรม แต่กระบวนดังกล่าวนี้ก็จะต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาถึงความชอบธรรมของการพิจารณาคดีดังกล่าวตั้งแต่แรก



