ข่าว

ด.ญ.วัย 14 เดินดุ่มส่งลูกแรกคลอดให้คนแปลกหน้าในร้านอาหาร ก่อนเดินหนีไป (คลิป)

ด.ญ.วัย 14 เดินดุ่มส่งลูกแรกคลอดให้คนแปลกหน้าในร้านอาหาร ก่อนเดินหนีไป (คลิป)

23 พ.ค. 2564

สะเทือนใจ เด็กหญิงวัย 14 อุ้มลูกแรกเกิดยังมีสายสะดือติดอยู่ ให้คนแปลกหน้าในร้านอาหาร ก่อนเดินหนีไป 

 

เหตุเกิดที่ร้านอาหาร El Patron เมืองเจอร์ซี รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา เมื่อเย็นวันที่ 19 พ.ค.ตามเวลาสหรัฐ วัยรุ่นหญิงคนหนึ่ง เดินเข้าไปในร้าน บอกพนักงานว่าเธอพบทารกเพศหญิงถูกทิ้งและต้องการความช่วยเหลือ  อลีส สก็อต กับเพื่อนชาย วอลเทอร์ ค็อกคา เป็นลูกค้าอยู่ในร้านอาหารเวลานั้นพอดี ยื่นมือช่วยด้วยการขอตรวจชีพจรทารก พอเด็กหญิงส่งทารกให้ เธอก็รีบหนีออกไปทันที ทิ้งทารกไว้ให้กับสก็อตกับเพื่อนชาย โดยสภาพของเด็ก ยังมีสายสะดือติดอยู่และมีปัญหาในการหายใจ ทั้งสองโทรขอความช่วยเหลือจากตำรวจ สก็อต กล่าวว่า เธอมองเห็นเลือดกรังที่ขาของเด็กหญิง รู้ทันทีว่าแม่เด็กยืนอยู่ตรงหน้า แต่เธอมุ่งไปทารกก่อนดูว่าหายใจได้หรือไม่ พอก้มลงดูทารก เด็กหญิงก็เดินหนีไป 

 

 

 

 

 

 

“พอฉันใช้หน้ากากออกซิเจน(ที่ตำรวจนำมาให้) กับหนูน้อย เราได้ยินเสียงร้องไพเราะที่สุด และทารกเริ่มขยับตัวได้ เปิดเปลือกตาเล็กน้อยแล้วก็ปิด แต่สิ่งที่น่ารักที่สุด คือพอหิว เด็กพยายามจะดูดหน้ากากออกซิเจน หลังจากนั้น เราจึงรู้ว่าเธอโอเคแล้ว” สก็อต กล่าว

ตำรวจตามตัวเจอแม่วัยรุ่น โดยคราแรก เธอปฏิเสธเรื่องคลอดลูก แต่ต่อมา ทั้งแม่และเด็กอยู่ในรพ. และสุขภาพดีทั้งคู่ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่จะหาพ่อแม่บุญธรรมรับเลี้ยงทารก ส่วนแม่วัยรุ่นจะถูกแจ้งข้อหาใดๆ เนื่องจากรัฐนิวเจอร์ซีมีกฎหมายคุ้มครองความปลอดภัยทารก ที่ระบุว่า พ่อแม่หรือผู้ดำเนินการในนามของพ่อแม่ สามารถนำทารกอายุไม่เกิน 30 วันไปที่ห้องฉุกเฉินรพ. สถานีตำรวจ สถานีดับเพลิง รถพยาบาล และหน่วยกู้ภัยที่มีทีมงานตลอด 24 ชม. ทุกวัน 

 

ด.ญ.วัย 14 เดินดุ่มส่งลูกแรกคลอดให้คนแปลกหน้าในร้านอาหาร ก่อนเดินหนีไป (คลิป)

 

สก็อต กล่าวว่า เธอกับแฟนพร้อมจะเป็นพ่อแม่ทูนหัว และอยากจะเจอทารกอีกครั้ง เธอดีใจที่อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยเหลือ เธอเข้าใจว่าแม่เด็กคงอับจนหนทาง ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพราะยังอายุน้อยมาก 

ด้าน แฟรงกี อากีลาร์ เจ้าของร้านอาหาร El Patron กล่าวว่า เขาดีใจที่แม่เด็กเลือกเข้าไปขอความช่วยเหลือร้านอาหารของเขา และหวังว่าผู้คนจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่กัน โดยเฉพาะหลังวิกฤติโควิด-19