ข่าว

คลังเล็งออกบอนด์ออมทรัพย์แสนล้านขายรับวันผู้สูงอายุเดือนเมษา

คลังเล็งออกบอนด์ออมทรัพย์แสนล้านขายรับวันผู้สูงอายุเดือนเมษา

01 ก.พ. 2553

คลังเตรียมเข็นพันธบัตรออมทรัพย์ลอตใหม่ 7 หมื่น-1 แสนล้านบาท อายุ 6 ปี เล็งจ่ายดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่างวดก่อน 4% หวังช่วยคนชราที่พึ่งพารายได้จากการออม คาดออกได้เดือนเมษายนรับวันผู้สูงอายุ เปิดทางองค์กรเข้าซื้อ

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง ครั้งที่ 2 โดยกำหนดวงเงินเบื้องต้น 70,000-100,000 ล้านบาท เพื่อสนองความต้องการของผู้ออมเงินกระจายในทุกกลุ่ม เนื่องจากการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งครั้งแรก 8 หมื่นล้านบาทที่ผ่านมาไม่เพียงพอต่อความต้องการและยังไม่ถึงมือกลุ่มองค์กร มูลนิธิ สมาคม หมดตั้งแต่เปิดจำหน่ายให้ผู้สูงอายุในช่วงวันแรกๆ โดยกำหนดอายุ 6 ปี แตกต่างจากครั้งแรกที่มีอายุ 5 ปี ส่วนอัตราดอกเบี้ยน่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งจะนำออกมาจำหน่ายได้ในเดือนเมษายนนี้

 "อัตราดอกเบี้ยกำลังพิจารณาอยู่ เพราะขณะนี้ดอกเบี้ยได้ปรับลดลงไปบ้างทำให้ต้องดึงดอกเบี้ยขึ้นมาให้เท่าหรือใกล้เคียงกับพันธบัตรรุ่นก่อนด้วยการออกเป็นพันธบัตรที่มีอายุยาวกว่าอาจจะเป็นรุ่น 6 ปี อีกทั้งเพื่อป้องกันไม่ให้กระจุกตัวในรุ่นอายุใดรุ่นหนึ่งมากเกินไป เช่น อายุ 5 ปี ที่ออกไปก่อนหน้านี้และเป็นการสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในตลาดพันธบัตรด้วย โดยเน้นขายให้กลุ่มที่ต้องพึ่งพารายได้จากเงินออมก่อน เช่น ผู้สูงอายุ โดยตั้งใจจะขายใกล้ช่วงวันผู้สูงอายุในเดือนเมษายนพอดี จากนั้นจึงจะขายให้ประชาชนทั่วไปและองค์กรต่างๆ" นายจักรกฤศฏิ์ กล่าว

 สำหรับเงินที่ได้จากการขายพันธบัตรดังกล่าวส่วนหนึ่งเตรียมไว้รองรับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณและงบไทยเข้มแข็งที่น่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่หากยังไม่มีการเบิกจ่ายเข้ามามากก็จะนำไปรีไฟแนนซท์ตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้นหรือตั๋วพีเอ็นประมาณ 5 หมื่นล้านบาทก่อน

 ทั้งนี้ยอมรับว่าการเบิกจ่ายเงินของงบไทยเข้มแข็งนั้นยังต่ำกว่าเป้าหมายมาก โดยในช่วงเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา มีการเบิกจ่ายแล้วประมาณ 5 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้เดือนละ 2 หมื่นล้านบาท หรือยังล่าช้าไปกว่า 3 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าระยะต่อไปจะมีการเร่งรัดเบิกจ่ายได้มากขึ้น  

  นายจักรกฤศฏิ์ ยังกล่าวถึงการกู้เงินชดเชยขาดดุลงบประมาณว่าในระยะ 3 ปีนี้รัฐบาลน่าจะยังจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อลงทุน เพราะในแต่ละปีงบประจำจะเพิ่มขึ้น 3-4% ทำให้งบลงทุนลดลงเรื่อยๆ   ส่วนจะขาดดุลมากน้อยเพียงใดนั้นคงขึ้นกับรายได้ที่จัดเก็บจริง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือจีดีพีของประเทศ เช่นปีงบ 2554 ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1.65 ล้านล้านบาท คิดเป็น 17% ของจีดีพีประมาณ 9 ล้านล้านบาท หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 3-5% ก็จะดันให้จีดีพีขึ้นไปถึง 10 ล้านล้านบาท ก็จะช่วยให้การจัดเก็บรายได้มีมากขึ้นตามไปด้วย