
หอการค้าหวั่นการเมืองฉุดจีดีพีซ้ำเติมชะลอลงทุนมาบตาพุด-นายกฯ แจงนักลงทุนสวิส
หอการค้าไทย ห่วงปัญหาการเมืองบานปลายฉุดจีดีพีปีนี้ ขยายตัวไม่ถึง 2% ระบุหากสถานการณ์รุนแรงนักลงทุนอาจไม่มั่นใจหนีลงทุนประเทศอื่น ด้านนายกฯ ถือโอกาสชี้แจงสถานการณ์ของไทย-ปัญหามาบตาพุดที่สวิส
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนยังคงมีความเป็นห่วงปัญหาการเมือง ว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยหากมีการยุบสภา ปฏิวัติ และการชุมนุมที่มีความรุนแรง รวมทั้งปัญหามาบตาพุดยังไม่คลี่คลาย อาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2553 ให้ขยายตัวไม่ถึง 2% จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 3-4% ดังนั้น จึงต้องการให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันช่วยลดความขัดแย้งในประเทศ เพราะในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จึงต้องเตรียมรับมือกับการเปิดเสรีดังกล่าว
ส่วนการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เตรียมออกมาตรการผ่อนปรนเกณฑ์การไหลเข้า-ออกของเงินทุน เพื่อช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศสะดวกขึ้นว่า เป็นมาตรการที่ดี ที่จะช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลง และลดความผันผวนของค่าเงินลงได้ ทั้งนี้ คาดว่าการส่งออกปีนี้ จะขยายตัวดีกว่าปีที่ผ่านมาแต่หากค่าเงินบาทไทยแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งมากกว่า 5-10% จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ
ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัญหาการเมืองมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทย โดยเฉพาะหากมีการเปลี่ยนรัฐบาลจะส่งผลต่อการกำหนดนโยบาย และอาจทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจและหันไปลงทุนในประเทศอื่นแทน โดยปัจจัยการเมืองของไทยจะทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างอาเซียน และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย และหากการเมืองมีความรุนแรง อาจทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวในปีนี้ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 16 ล้านคน
นอกจากนั้นการที่ค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และไม่น่าจะอ่อนค่าลงถึง 35 บาทได้อีก เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียแข็งแกร่ง ทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดทุน รวมถึงมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น ส่วนมาตรการของธปท.มองว่าอาจไม่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในทันที และคงต้องใช้เวลาสักระยะ
นายพรศิลป์ยังกล่าวถึงธุรกิจอาหารสัตว์ ปีนี้ว่า น่าจะเติบโตกว่าปีที่ผ่าน 10% คิดเป็นมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท จากปีที่ผ่านมาติดลบ 5% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6 แสนล้านบาท
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ว่าในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างชัด เช่น ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2552 มีมากถึง 7 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 60% ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการส่งเสริมการลงทุน ส่วนปี 2553 ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 5 แสนล้านบาท นอกจากนั้นในการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (ดับเบิลยูอีเอฟ) ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส นั้นให้ความมั่นใจกับผู้นำและนักธุรกิจจากนานาประเทศถึงศักยภาพของไทย ทั้งยังถือโอกาสชี้แจงปัญหามาบตาพุด ตลอดจนสถานการณ์ทางการเมืองของไทยด้วย



