
สคบ.ชี้จุดต่าง"ขายตรง-แชร์ลูกโซ่"ห่วงปลุกเร้าลูกค้าระดมทุนบิดเบือนธุรกิจ
หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าตรวจค้นบริษัท เบส 59 จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจการขายตรงสินค้าทางการเกษตร "ปูแดง ไคโตซาน" จนเป็นข่าวโด่งดังและนำไปสู่การก่อม็อบของบรรดาสมาชิกปูแดงในหลายจังหวัด ล่าสุดผู้บริหารบริษัท เบส 59 ได้เข้ามอบตัวต่อดีเอสไอ เบื้อง
เป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 และ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน มาตรา 4, 5, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่เกิดขึ้นยังเห็นได้ชัดว่าประชาชนทั่วไปยังมองความแตกต่างระหว่างธุรกิจขายตรงและแชร์ลูกโซ่ไม่ออก เพราะหากมองถึงวิธีการชักชวนลูกค้าเข้าสู่วงจรการซื้อขายแล้ว ก็ต้องยอมรับว่ามีความคล้ายคลึงกัน
คลังรอหลักฐานพิสูจน์ยืนยัน
นายจิระ พันธ์คีรี ผู้อำนวยการกลุ่มป้องปรามการเงินนอกระบบ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเข้าดำเนินการครั้งนี้ เริ่มจากประชาชนร้องเรียนเข้ามายังกลุ่มป้องปรามการเงินนอกระบบของกระทรวงการคลัง สงสัยว่าพฤติกรรมของปูแดง ไคโตซานเข้าข่ายลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่ และจากการสอบสวนเบื้องต้นของกระทรวงการคลังพบว่า ปูแดง ไคโตซาน มีบริษัท เบส 59 จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ และได้จดทะเบียนการทำธุรกิจขายตรงกับ สคบ. และกระทรวงการคลังก็ได้อาศัยอำนาจตามกฎหมาย เรียกผู้บริหารของบริษัทเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งก็ได้ข้อมูลมาพอสมควร
เมื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า บริษัท เบส 59 กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง ต่อมาได้ถูกสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงไปแล้ว นอกจากนี้ ยังกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย ซึ่งบริษัทอ้างว่ามีตัวสินค้าคือ ปุ๋ย และผงชูรส ตามที่ประชาสัมพันธ์ไว้กับชาวบ้าน แต่ไม่ได้ขออนุญาตในการผลิต ส่วนดีเอสไอดำเนินการสอบสวนในเชิงลึกต่อ ขณะที่กระทรวงการคลังได้ขอข้อมูลจากบริษัทเพิ่มเติม เช่น ข้อมูลสมาชิก แผนการตลาด สต็อกสินค้า และบัญชี เป็นต้น แต่ก็ไม่มีการส่งข้อมูลเอกสารแต่อย่างใด จนกระทั่งนำไปสู่การตรวจค้น และจับกุมโดยดีเอสไอ
ข้อมูลเบื้องต้นสรุปได้ว่า การกระทำของบริษัทดังกล่าวเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ โดยมีการชักชวนประชาชนให้เข้าไปร่วมลงทุน ซึ่งขั้นตอนขณะนี้ดีเอสไอกำลังรวบรวมเอกสาร หลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งล่าสุดผู้บริหารบริษัทได้มอบตัวแล้ว จึงต้องขอความร่วมมือจากบริษัทในการส่งเอกสาร เพื่อพิสูจน์กันว่าเข้าข่ายเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่ และแม้ว่าบริษัทจะชี้แจงว่ามีสมาชิกจริง มีตัวสินค้าจริง แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนมายืนยัน
"สินค้ามีก็จริง แต่ต้องดูว่าเพียงพอสำหรับสมาชิกที่บริษัทอ้างว่ามีกว่าหมื่นราย และมียอดขายกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือนหรือไม่ ขณะที่รหัสการสั่งซื้อมีจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานมาชี้ชัดเจนว่าสินค้ามีเพียงพอสำหรับคำสั่งซื้อของสมาชิก จุดนี้จึงยังคลุมเครืออยู่ จึงต้องขอความร่วมมือกับบริษัทที่ต้องส่งเอกสารหลักฐานมาให้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีผู้เสียหายเกิดขึ้น ในเบื้องต้นทางการจะเป็นผู้เสียหายก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้นในอนาคต" นายจิระกล่าว
3เงื่อนไขขายตรงถูกกฎหมาย
ด้านนายนิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า การที่ สคบ. ถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงของบริษัท เบส 59 เนื่องจากการดำเนินการของบริษัทไม่เป็นไปตามที่จดแจ้งไว้ และผิดตาม พ.ร.บ.ขายตรง คือ 1.จำนวนสินค้าที่บริษัทแจ้งกับ สคบ. มี 2 ชนิด แต่ปรากฏว่าบริษัทขายสินค้าถึง 40 กว่าชนิด 2.การขายสินค้าของธุรกิจขายตรงนั้น ปกติแล้วจะมีการรับประกันความพอใจของลูกค้า สามารถขายคืนได้ แต่ปูแดง ไคโตซาน ไม่มีนโยบายดังกล่าว
และ 3.การขายตรงจะเป็นการขายสินค้าเป็นหลัก และการซื้อสินค้าให้ขึ้นอยู่กับความพอใจและความต้องการของลูกค้า แต่ปูแดง ไคโตซานจะบังคับขายที่ 3,800 บาท ซึ่งเป็นค่าสมาชิก 300 บาท จึงถือว่าไม่ปฏิบัติตามที่มายืนจดทะเบียนกับ สคบ. ตามมาตรา 21 พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง
อย่างไรก็ตาม หากเป็นธุรกิจขายตรงตาม พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงนั้น หลักๆ ก็คือ 1.เป็นการขายสินค้าเป็นหลัก และรายได้มาจากการขายสินค้าเป็นหลัก ไม่ใช่รายได้มาจากการสร้างเครือข่าย 2.การขายสินค้าขายตรง จะต้องมีการรับประกันความพอใจของลูกค้า คืนสินค้าได้ และ 3.ผลตอบแทนที่ให้แก่สมาชิกจะต้องไม่สูงนัก ซึ่งหากให้ผลตอบแทนสินค้าสูงเกิน ตั้งข้อสังเกตไว้ได้เลยว่าธุรกิจนี้จะไม่ยั่งยืน และอาจจะสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้
"สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจขายตรง อยากฝากด้วยว่าถ้าเป็นการขายสินค้าปกติ มีการรับประกันความพอใจในสินค้าต่อลูกค้าแล้ว และรายได้หลักมาจากการขายสินค้า ก็ไม่ต้องเป็นห่วง หรือหากมีข้อสงสัยใดและต้องการร้องเรียน ตรวจสอบ ก็โทรมาสอบถามได้ที่หมายเลข 1166" นายนิโรธ กล่าวและว่า ขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบทั่วกันด้วยว่า แม้จะมีการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงกับทางบริษัท แต่บริษัทก็ยังสามารถดำเนินธุรกิจในรูปแบบปกติได้ โดยผู้บริโภคสามารถไปซื้อสินค้า ณ จุดจำหน่ายของบริษัทได้ตามปกติ ส่วนกรณีจะเป็นแชร์ลูกโซ่ตามที่ดีเอสไอระบุหรือไม่นั้น ทางดีเอสไอต้องไปว่ากันตามหลักฐานอีกที
"ขายตรง"ไม่ปลุกเร้าคนระดมทุน
ส่วนประเด็นผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการขายตรงนั้น พญ.นลินี ไพบูลย์ นายกสมาคมขายตรงไทย กล่าวว่า ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ แผนการขายในลักษณะที่ปลุกเร้าและกดดันคนจนเกินไป เข้าข่ายเป็นการระดมทุน ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายขายตรง หากทางราชการปล่อยให้เกิดขึ้นจะเป็นการทำลายอุตสาหกรรมการขายตรงของไทยในอนาคตได้ ซึ่งตนไม่อยากให้บริษัทที่จดทะเบียนขายตรงดำเนินการในลักษณะนี้ จึงน่าที่จะเร่งป้องปราม แต่ถ้าไม่ทำก็จะมีเพิ่มมากขึ้นและสร้างความเสียหายได้
อย่างไรก็ตาม ไม่อยากเรียกบริษัทในลักษณะที่ว่านี้เป็น "แชร์ลูกโซ่" เพราะแชร์ลูกโซ่หมายถึงการหาเงินมาต่อๆ กัน ไปจนถึงสุดทาง เมื่อไม่มีคนมาต่อสายโซ่ก็จะทำให้โซ่ขาด กลายเป็นแชร์ล้มและมีผู้เสียหายจำนวนมาก ซึ่งในลักษณะนี้จะมีผู้เสียหายและดำเนินการจัดการได้ง่าย แต่รูปแบบที่ว่านี้ จะมีแผนการขายในลักษณะของการปลุกเร้าคนมากจนเกินไป ไม่มีการแนะนำลูกค้า แต่จะจบการขายด้วยจำนวนเงินที่เป็นเป้าหมาย หรือหากยิ่งลงทุนมาก ก็จะยิ่งได้รับผลประโยชน์มากขึ้น
ขณะที่วิธีการขายตรงที่ดี คือการแนะนำสินค้าให้แก่ลูกค้า การให้ทดลองใช้ ไม่มีการให้ตุนสินค้า จะเป็นการเชิญคนมาอธิบายการใช้สินค้า มีแผนธุรกิจที่ชัดเจน เช่น หากมียาสีฟันเป็นตัวสินค้า ถ้าเป็นการขายตรงในลักษณะปกติจะแนะนำให้ผู้ประกอบการทดลองใช้สินค้าด้วยตัวเองก่อน เมื่อใช้ดีจะมีการใช้ซ้ำและมีการบอกต่อ โดยจะมีการดูแลลูกค้าต่อเนื่องด้วย และหากเห็นว่าบุคคลนั้นมีศักยภาพในการขายก็จะสอน แนะนำวิธีการ การที่บุคคลนั้นจะทำงานเป็นเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับศักยภาพของบุคคลนั้นเอง
หากเป็นลักษณะของการปลุกเร้าระดมทุนแล้ว จะเพิ่มในเรื่องที่ว่า หากซื้อสินค้าจำนวนน้อยแล้วจะไม่ได้ประโยชน์อะไร สุดท้ายไปจบที่ต้องซื้อจำนวนมาก ตามที่มีเป้าหมายไว้ ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก หากคนที่สมัครไปแล้วยังไร้เดียงสาในการทำธุรกิจ เมื่อซื้อของไปจำนวนมากแล้วก็ไม่รู้จะนำไปทำอย่างไรต่อดี แต่ก็ได้รับการปลอบใจว่าหากทำการอย่างนี้แล้ว จะสามารถรวยเร็ว ทำให้คนเกิดความหวังและไปชักชวนบุคคลอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันนี้ต่อไป และลงเอยด้วยเป้าหมายเงินจำนวนมาก ซึ่งเข้าข่ายเป็นการระดมทุนผิดกฎหมายขายตรง
"วิธีการแบบนี้เป็นการบิดเบือนการทำงานของระบบขายตรง ซึ่งไม่อยากให้บิดเบือนอุตสาหกรรมขายตรง ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นการระดมทุน แต่วิธีการนี้มักจะไม่มีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ เพราะทุกคนต่างมีความคาดหวังว่าอนาคตจะทำให้รวยเร็ว บริษัทจึงอยู่ได้ ซึ่งเมื่อ สคบ.พบว่ามีแบบนี้แล้ว ก็จะเรียกบริษัทเข้าไปคุยได้ และสั่งให้แก้ไขแผนการขายแบบนี้เสีย แต่หากปล่อยไประยะยาวจะกลายเป็นการทำลายอุตสาหกรรมขายตรง จนสุดท้ายคนอาจไม่ชอบการขายตรง ซึ่งสมาคมเราไม่อยากให้เกิดขึ้น"
โดยเราพยายามที่จะสร้างระบบการขายตรงให้อยู่ในกรอบ เพื่อประชาชนจะได้ไม่เสียหาย พยายามให้ภาพที่ดีว่าการขายตรงที่ดีมีความรับผิดชอบต่อลูกค้า ผู้ประกอบการ และมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค
"การขายตรงที่ดี จะมีเจตนารมณ์ชัดเจน มีการกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคและยุติธรรมต่อผู้บริโภค การดำนินการจะไม่ปลุกเร้าให้คนระดมทุนจนเกินกำลัง เกินความสามารถทางการเงินที่ดี และมีการแสดงตัวตนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งงานขายตรงนั้นไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ ก็รวยได้ แต่ต้องใช้ความตั้งใจจริง ขยันและรู้จริง รู้จักสินค้าเป็นอย่างดี มีสินค้า และมีวินัย" นายกสมาคมขายตรงไทยกล่าว



