ข่าว

"นักเลงตัวจริง"

"นักเลงตัวจริง"

31 ม.ค. 2553

แม้ว่า "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันพร้อมให้การดูแลศาล และเจ้าหน้าที่องค์กรอิสระที่ถูกข่มขู่ และให้เจ้าหน้าที่เข้าไปสอบพฤติกรรมคนข่มขู่ ก็ไม่ทำให้หลายฝ่ายลดความกังวลต่อข่าวที่เกิดขึ้นไปได้

  และการที่ "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ออกมาพูดในช่วงที่ใกล้จะมีการพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ย่อมทำให้การตีความการพูดเรื่องนี้เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

 นอกจากจะเป็นการพูดเพื่อ "ข่มขู่" ผู้ที่ทำหน้าที่ในคดีดังกล่าว

  การกระทำของ "เสธ.แดง" ยิ่งทำให้ผู้เป็น "นาย" ถูกเพ่งเล็งในแง่ร้ายถึงขั้นถูกมองว่าอาจจะมีส่วนรู้เห็นเป็นใจก็เป็นได้

  และยิ่งทีมทนายความในคดีทุจริตซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกเคยถูกศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งจำคุก เพราะคดีขนม "สินบน 2 ล้านบาท" ที่นำมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ของศาล เพราะถือเป็นการจูงใจให้กระทำการอันเป็นการมิชอบต่อหน้าที่

 และคดีดังกล่าวกลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ถือเป็นการกระทำที่ "หมิ่น" กระบวนการยุติธรรม

 ดังนั้นการพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้จึงต้องถูกจับตามองจากสังคมมากขึ้นกว่าเดิม

 โดยเฉพาะการกระทำเลียนแบบคดีถุงขนม 2 ล้านบาท แต่ครั้งนี้ทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล "เดิมพัน" คงต้องมากกว่าเดิม

 ทั้งเรื่องของจำนวน "เงิน" และสิ่งที่มีค่ามากกว่าตัวเงิน !

 จึงไม่แปลกที่จะมี "ข่าวลือ" เกี่ยวกับ "ส่วนแบ่ง" ของเงิน 7.6 หมื่นล้านบาท หาก "ทักษิณ" ได้คืนหรือได้คืนบางส่วน

 เพราะปัญหาความวุ่นวายของบ้านเมืองยามนี้ถูกมองว่าเกิดจาก "เงิน" เป็นปัจจัยหลัก

 ดังคำกล่าวที่ว่า "เงินตกใส่หญ้า หญ้าตาย หล่นใส่ทราย ทรายทรุด หล่นใส่มนุษย์ ไร้คุณธรรม" ขณะนี้กำลังพิสูจน์ให้เห็น !

 ส่วนการทำหน้าที่ของ "องค์กรอิสระ" แม้ว่าจะถูกข่มขู่ แต่ทุกคนยืนยันเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ต่อ

 หากใครไม่เคยผ่านการตัดสินคดีอาจรู้สึกหวั่นไหวเมื่อต้องเจอกับคำข่มขู่ หากมั่นใจว่าเวลาชี้มูลคำตัดสินของตัวเองไม่มีอคติ

 หน่วยงานที่ถูกเพ่งเล็งเป็นหน่วยงานแรก คือ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) โดยเฉพาะ "กล้านรงค์ จันทิก" กรรมการ ป.ป.ช. และอดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ถือเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในหลายคดี

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับ "นักการเมือง" 

 ซึ่ง "กล้านรงค์" ยืนยันว่า การออกมาเตือนของ "เสธ.แดง" จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ และที่ผ่านมาได้ทำงานอุทิศตัวให้แผ่นดินประเทศชาติ หากจะตายก็ต้องตาย เพราะคงไม่มีกำลังไปป้องกันอะไรได้ และไม่จำเป็นต้องประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจให้คุ้มกันเป็นพิเศษ

 "กล้านรงค์" เคยเล่าให้คนใกล้ตัวฟังว่า เคยทำหน้าที่ตัวแทนของ "สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบในวงราชการ"  (ป.ป.ป.) ตรวจสอบ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ

 ซึ่งการทำหน้าที่ของ "กล้านรงค์" ในขณะนั้นมีผลทำให้ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ตัดสินให้ "พล.ต.สนั่น" ต้องยุติบทบาททางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

 การทำหน้าที่ของ "กล้านรงค์" ขณะนั้นทำให้ "พล.ต.สนั่น" ซึ่งอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์มายาวนานต้อง "ติดคุกการเมือง" แต่ "เสธ.หนั่น" กลับไม่โกรธการทำหน้าที่ของ "กล้านรงค์" เจอกันในงานสังคมก็ยังเข้าไปพูดคุยทักทาย

 โดย "เสธ.หนั่น" ไม่เคยออกมาแสดงพฤติกรรมต่อว่าการทำหน้าที่ของ "องค์กรอิสระ" ยอมรับผลการตัดสิน และยุติบทบาททางการเมืองไม่เคยเข้ามาแทรกแซงการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์

 ผิดกับนักการเมืองที่ติดคุกการเมืองในปัจจุบันที่ออกมาสั่งการตัวแทนที่มานั่งทำหน้าที่แทนในสภา

 ซึ่ง "กล้านรงค์" ชม "เสธ.หนั่น" ให้แก่เพื่อนๆ ใน ป.ป.ช.ฟังว่า "เสธ.หนั่นเป็นนักเลงตัวจริงไม่เคยโกรธ เมื่อถูกสั่งให้หยุดเล่นการเมืองก็หยุดไปทำธุรกิจอย่างอื่นแทน เมื่อครบเวลา 5 ปี ตามกำหนดก็กลับเข้ามาเล่นการเมืองเหมือนเดิม"

 "วิชา มหาคุณ" กรรมการ ป.ป.ช. เคยพูดให้ฟังว่า การซื่อตรงต่อหน้าที่ทำให้ถูกมองว่าเป็นคนใจดำ ไม่เอาใคร ไม่เอาเพื่อนพ้อง แต่ทำไงได้หน้าที่เราทำเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง

 "รู้สึกเจ็บปวดคนที่เรารู้จักเคยเห็นหน้าในงานทุกครั้งต้องชี้มูล ทำให้ไม่อยากออกไปงานไหน แวดวงจึงแคบไม่กว้างไกลเท่าไหร่ แต่หน้าที่สำคัญ แม้เราไม่ทำ คนอื่นก็ต้องทำจนได้ ทำไมเราจะไม่รู้ว่าทำแล้วต้องเผชิญกับอะไรบ้าง บางคนที่ถูกชี้มูลโกรธ น้อยใจ ไม่พูดคุยด้วย แต่บางคนก็เป็นผู้ใหญ่รู้ว่าหน้าที่ใครหน้าที่มัน"

 หากผู้ที่ทำผิดรู้ตัวยอมรับกติกาบ้านเมืองก็คงไม่วุ่นวายที่สำคัญคนไทยให้อภัย และลืมง่ายเสมอ !