
เดือนเดือด !
เพียงแค่ เสธ.แดง วาดลวดลายก็ทำให้ไพร่พลทั่วประเทศลุกฮือมาป้อง "นาย" และประณามทหารผู้ไร้วินัย ไม่เคารพผู้บังคับบัญชา รวมทั้งปฏิญาณตนปกป้องสถาบัน
ไม่มีใครมองเพียงแค่ว่า นี่คือความพยายามปกป้องนาย แต่กลับมองเลยไปถึงสถานการณ์การเมืองที่กำลังขมวดปม จนเขม็งเกลียว เพราะกำหนดนัดวันที่ 26 กุมภาพันธ์ วันพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท
ชัดเจนว่า กองทัพ พร้อมที่จะเป็นเกราะเหล็กกล้าให้แก่รัฐบาล
แต่ที่กรูกันออกมาแสดงพลังกันทั้งประเทศนั้น เพราะประเมินแล้วใช่หรือไม่ว่า การบ่มเพาะมานานของ "แดง-ทักษิณ" นั้นมีแนวโน้มว่า จะแรง และทรงพลัง
"การข่าว" ที่ข้อมูลไหลเข้ามานั้นบ่งชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงของ "แดง-ทักษิณ" เกิดขึ้นนับตั้งแต่ความพ่ายแพ้เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว
การจัดกำลังโดยอาศัยพื้นที่เป็นขอบเขต ภายใต้กรอบคิดแบบซ้ายที่ไม่เคยลบเลือนความคิดที่จะต่อสู้
ยุทธวิธีการจัดแบ่งกำลังจัดตั้งผู้นำในแต่ละพื้นที่ถูกนำมาปรับใช้ ประกอบกับการใช้กลยุทธ์แบบกองโจร ส่งหน่วยย่อยลงไปปลุกระดมคนในระดับหมู่บ้าน-ตำบล
แต่จะเพียงแค่คราวละ 50-100 คน แต่เมื่อตอกย้ำหลายหน ความเชื่อมันก็บังเกิด และกลายเป็นกิ่งก้านสาขาขยายออกไป
เรื่องนี้ก็ใช่ว่ารัฐบาลจะไม่รู้
ปัญหาก็คือ รู้แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ตนต้องการ...ผลก็คือ การชุมนุมต่อต้านรัฐบาล หรือรัฐมนตรีในที่ต่างๆ
ยุทธวิธีแบบนี้ถูกนำไปใช้ในพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน ตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
สำหรับภาคเหนือ ทักษิณ คือ "ผู้นำทางสัญลักษณ์" แต่ที่ภาคอีสาน ทักษิณ คือ "ผู้นำทางการเมือง" และ "ผู้นำของมวลชน"
เมื่อแยกย่อยลงไปรายจังหวัด ส่วนใหญ่จะเป็นนักการเมืองมารับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นอีสาน หรือเหนือ
ที่ภาคเหนือ จะหนาแน่นที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และลำปาง
ส่วน กทม.และปริมณฑล นั้น จะมีกลุ่มฮาร์ดคอร์ขับเคลื่อนร่วมกับกลุ่มหัวขวด และแก้มป่อง หน้าดำ นำขบวน โดยมีแกนนำระดับย่อยที่มีมวลชนในมือแต่ละคนอยู่ที่ประมาณ 100-200 คน หนาแน่นที่บางกะปิ ย่านรามคำแหง
"การข่าว" ระบุว่า กลุ่มฮาร์ดคอร์นี้บางคราวก็มีข่าวว่า ติดอาวุธ !
กลุ่มฮาร์ดคอร์จะมีรถกระบะเป็นพาหนะในการเคลื่อนที่เร็ว รวมแล้วประมาณ 6 คัน
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มแท็กซี่ นำขบวนโดยเจ้าเดิม มีวิทยุแท็กซี่คอยให้สัญญาณ และปลุกเร้า โดยมีจักรยานยนต์หลายสิบคันเป็นแนวร่วม
กำหนดนัดชุมนุมที่เคยประกาศว่า ครั้งนี้ครั้งสุดท้าย ก็คือหมายความว่า ทุกกลุ่มระดมพลเข้าเมืองหลวง ชุมนุมยืดเยื้อและปลุกเร้าความไม่พอใจ
ยุทธศาสตร์ครั้งนี้ ถูกแบ่งเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า ฝ่าย "แดง-ทักษิณ" นั้น ได้แก่ "ทักษิณ แดง เพื่อไทย" ในขณะที่ฝ่ายศัตรูคู่ขัดแย้งทางการเมือง ได้แก่ "อำมาตย์ ป๋า กองทัพ และรัฐบาลประชาธิปัตย์"
เมื่อคนจำนวนมาก มีเป้าหมายร่วมกัน ก็ไม่ยากที่จะใช้จิตวิทยาปลุกเร้าให้อยู่ในขั้นที่เสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง
ถ้าไม่แรงก็อาจจะมีมือที่สามมาช่วยเร่งให้เกิด !
แล้วถ้าในจังหวะนั้น รัฐบาลเอาไม่อยู่ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้กำลังทหารเข้ามาช่วยจัดการ
ซึ่งก็จะเข้าทางที่ "แดง-ทักษิณ" มุ่งหมายให้มีการยึดอำนาจ หรือทำปฏิวัติอยู่แล้ว
ก็ในเมื่อจัด "กองทัพ" อยู่ในกลุ่มของศัตรู เมื่อกองทัพขยับเข้ามาก็เข้าทางพอดี
เพราะกำลังที่ค้ำยันให้ อำมาตย์-รัฐบาล หรือกะทั่งป๋า ก็คือ "กองทัพ"
แผนที่ "แดง-ทักษิณ" วางเอาไว้ก็คือ เร่งสถานการณ์ให้ไปสู่การปฏิวัติของประชาชน เมื่อใดที่ทหารขยับยึดอำนาจ เมื่อนั้นก็จะเร่งประชาชนเข้าต่อสู้ เดือนกุมภาพันธ์แทนที่จะเป็นเดือนแห่งความรัก ก็มีแนวโน้มว่าจะเป็น "เดือนเดือด"
เพราะแดงทักษิณจ้องจะเผด็จศึกในคราวเดียว !
ถึงแม้ว่า คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต แต่เมื่อเห็นสถานการณ์และการเตรียมพร้อมรับมือที่ดูเหมือนจะไม่เตรียมอะไรเลยของรัฐบาลก็น่าห่วงไม่น้อย
ยิ่งดูพรรคร่วมรัฐบาลที่ฉวยจังหวะนี้ขี่คอซ้ำให้แก้รัฐธรรมนูญ ก็ทำให้ความหวังที่จะอาศัยไหว้วานช่วยกันประคับประคองบ้านเมืองลดลงทุกวัน
ไฟจะไหม้บ้าน แต่ดันสนใจแต่ว่าเจ้าของบ้านไม่หามุ้งมากันยุง



