ข่าว

ประยุทธ์ปึ้กค้ำบัลลังก์รัฐ

ประยุทธ์ปึ้กค้ำบัลลังก์รัฐ

30 ม.ค. 2553

ไม่ใช่เรื่องปกติ หรือประเพณีปฏิบัติกันมาก่อน ที่นายทหารระดับคุมกำลังในกองทัพออกมา “เทกแอ็กชั่น” รวมตัวปกป้อง ผบ.ทบ.-กองทัพ สถาบัน และประกาศพร้อมตอบโต้ผู้ที่จาบจ้วงหยาบช้า

 ไล่เรียงไปตั้งแต่ทหารฝั่งบรูพา กรุงเทพฯ และไปตามกองทัพภาคต่างๆ

 เริ่มจาก พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

 พ.อ.ณัฐวัฒน์ อัคนิบุตร ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร.1 รอ.)

 พ.อ.กฤษณ์ดนัย อิทธิมณฑล ผู้บังคับการกรมการทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ป.1 รอ.)

 พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 รอ.)

 พ.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.)

 พ.อ.บรรยง ทองน่วม ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 13 และ พ.ท.ชินสรณ์ เรืองศุข ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน.4 รอ.)

 แรกเริ่มขับเคลื่อนดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่ จปร.31 ที่มุ่งตอบโต้ “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก

 ทั้งปลอบทั้งขู่ ด้วยการบอยคอต หรือจองกฐินในรูปแบบเดียวที่ เสธ.แดงพูดถึงผู้ชุมนุมที่ตนไม่พอใจ

 แต่เมื่อวันถัดมา มีการรวมตัวของผู้บังคับกองพันกว่า 17 กองพัน และยังมีหน่วยรบในกองทัพภาคที่ 4 และยังมีกองพล 9 กาญจนบุรี ที่ร่วมรวมพลตบเท้าปฏิญาณตน ปกป้องกองทัพและสถาบัน ก็เริ่มเห็นภาพว่า นี่หาได้หมายถึงเพียงแค่ เสธ.แดง

 วันถัดมาก็พบว่า ทุกกองทัพภาคได้ลุกขึ้นมารวมพลแสดงพลังในการปกป้องสถาบัน และกองทัพอย่างสมบูรณ์แบบ

 ไม่เว้นแม้กระทั่งนักรบดำ ที่มาทั้งที่ยังประจำการและปลดประจำการไปแล้ว

 หรือว่านี่คือ การแสดงพลังของกองทัพ ที่ว่ากันว่า เป็นเอกภาพมากที่สุดยุคหนึ่ง

 เหล่านักรบบูรพาพยัคฆ์ที่ยืนอยู่ในส่วนยอดของกองทัพ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.

 แม้ว่าระดับแม่ทัพภาคจะเป็นเตรียมทหารรุ่น 11 รุ่นเดียวกับ เสธ.แดง แต่ทุกคนก็รู้ดีว่า เสธ.แดง ไม่ใช่ศัตรูที่แท้จริงของกองทัพ ที่แทบจะแยกไม่ออกว่า สมรภูมิที่กำลังยืนอยู่นี้ เป็นสมรภูมิการเมือง โดยที่กองทัพทำหน้าที่เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุน หรือเป็นเสาหลักและกำแพงเหล็ก

 เมื่อเป็นเช่นนี้ความเป็นไปของการเมือง ดูเหมือนจะเกี่ยวพันกับความมั่นคงของกองทัพอย่างช่วยไม่ได้

 ด้านพล.อ.อนุพงษ์ นั้นถึงแม้ว่าจะอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ทบ. แต่ด้วยเพราะความเหนือชั้น ที่มีทั้งการเป็น ตท.10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้น่าเชื่อว่า จะพ้นจากตำแหน่ง ผบ.ทบ.ในวันสุดท้ายของอาชีพทหารได้ไม่ยากเย็นนัก

 ปัญหากลับอยู่ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. ที่ถือว่าเป็นเต็งหนึ่ง ที่จะก้าวสู่ตำแหน่ง “แม่ทัพบก” คนที่ 37 นี่ต่างหาก

 แม้ว่าไลน์ของรุ่น 12 ของพล.อ.ประยุทธ์ นั้น ได้ถูกวางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่สถานการณ์การเมืองที่เขม็งเกลียวและมีแนวโน้มว่าจะพุ่งถึงจุดสูงสุดใน 7 วันก่อนที่จะถึงวันพิพากษาคดีร่ำรวยผิดปกติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นั้น อาจทำให้สิ่งที่วางไว้พลิกผัน

 แน่นอนว่า เหตุไม่คาดฝันที่อาจทำให้เกิดการพลิกผันนั้นไม่เพียงกระทบต่อกองทัพ ที่กลายเป็นเสาหลักค้ำยันการเมืองในวันนี้ หากแต่จะส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นๆ ราวกับโดมิโน ที่ล้มครืนลงเป็นทอดๆ

 เพราะการเมืองอีกขั้วนั้นมุ่งมั่นที่จะจุดชนวน "การปฏิวัติประชาชน" ให้ได้

 เหล่านักรบสีเขียวที่รวมใจกันพรึ่บทั่วประเทศในจังหวะนี้คือการยืนยันว่า การข่าวที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองที่มุ่งเอาประชาชนเป็นโล่นั้นมีอยู่จริง

 ขณะเดียวกัน เมื่อรัฐบาลพลเรือนที่ยังคงมุ่งมั่นเดินในรีตของกฎหมายไม่อาจละมือไปจัดการเรื่องนี้ได้ ก็เป็นธุระของกองทัพที่ 3 พี่น้อง "บูรพาพยัคฆ์" ไม่อาจหลีกลี้ภารกิจนี้

 จปร.31 ที่สายตรงกับบูรพาพยัคฆ์ สายตรงกับ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ลังเลที่จะออกมาในจังหวะนี้เช่นกัน

 ที่ผ่านมา หน่วยหลักในพื้นที่กรุงเทพฯ อย่าง ร.11 รอ. และ ร.1 รอ. นั้นถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากกับการปฏิวัติและต่อต้านยการปฏิวัติ

 ร.11 รอ. ถูกเรียกมาใช้ในการดูแลรักษาความปลอดภัยในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่ จ.ภูเก็ต และยังส่งหน่วยลงไปสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

 ช่วงเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารเมื่อปี 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ก็ใช้ ร.11 รอ. เป็นที่ก่อนการวางแผน

 ขณะที่ ร.1 รอ. ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการดูแลรักษาความปลอดภัย และการอารักขาผู้นำกองทัพ โดยเฉพาะการดูแลความปลอดภัยในเขตพื้นที่ ร.1 รอ. ที่เต็มไปด้วยอดีต ผบ.เหล่าทัพ พำนัก

 ส่วน ร.31 รอ. หรือ หน่วยอาร์ดีเอฟ กองพันเคลื่อนที่เร็ว ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.ลพบุรี ก็ออกมา “แอ็กชั่น” ในคราวนี้ด้วย โดยเฉพาะการสั่งการตรงจาก พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) ที่เคยเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดภายในหน่วย ร.31 รอ. มาก่อน

 รวมถึงการการสั่งตรงไปยัง ม.พัน.4 รอ. ไม่ให้ “เสธ.แดง” เข้าไปในพื้นที่ หรือถ้าจะเข้าก็ต้องปลดอาวุธ

 สำหรับ ร.2 รอ. และกรมทหารพรานที่ 13 แทบไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นหน่วยขึ้นตรงของกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.2 รอ.) ที่มี พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผู้บัญชาการ พล.2 รอ. เด็กในคาถาของ พล.อ.อนุพงษ์ นั้น ไม่ต้องห่วงว่าจะออกสตาร์ทแรงเป็นพิเศษ

 หน่วยทหารที่ขาดไม่ได้ คือ กองพลปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน (ปตอ.) พล.ท.ยุทธศิลป์ โดยชื่นงาม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ

 เอาเป็นว่าการ “ระดม” ของเหล่าผู้บังคับการกรมครั้งนี้ แม้อาจจะไม่ใช่เป็นการ “ปฏิวัติรัฐประหาร” เหมือนครั้งที่ผ่านมา แต่ก็แสดงให้เห็นว่า พร้อมจะปกป้องกองทัพ สถาบัน รวมไปถึงรัฐบาลชุดนี้

 เพราะประเมินกันแล้วว่า สถานการณ์การเมือง แม้ว่าจะผ่านพ้นวันพิพากษาคดีร่ำรวยผิดปกติยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ไปแล้ว การเมืองก็ยังคงเปราะบาง พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ

 หากไม่มีเสาหลักอย่างกองทัพค้ำยันแล้ว ผลกระทบอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเปลี่ยนแปลงประเทศต้องเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

 ความมั่นคงของกองทัพคือความมั่นคงของรัฐบาล ขณะเดียวกันความมั่นคงของรัฐบาลก็คือความมั่นคงของกองทัพ

 และดูเหมือนว่ากองทัพจะส่งมอบภาระอันหนักอึ้งนี้ให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ ไปตั้งแต่ พล.อ.อนุพงษ์ ยังไม่เกษียณอายุราชการเสียด้วยซ้ำ !

ทีมข่าวความมั่นคง