ข่าว

คาดกรอบอาเซียน+3+6กระตุ้นจีดีพีไทยโต7%

คาดกรอบอาเซียน+3+6กระตุ้นจีดีพีไทยโต7%

29 ม.ค. 2553

กรมเจรจาฯ เดินสายเชียงใหม่เตรียมพร้อมผู้ประกอบการเหนือรับมือเอฟทีเอ-ความร่วมมือไทย-ประเทศคู่ค้ากลุ่มประเทศเอเชีย ชี้กรอบอาเซียนบวก3 และบวก6 น่าจับตามอง คาดทำจีดีพีไทยเพิ่มกว่า 7% ขณะที่ภาพรวมอาฟต้าไทย-จีนไม่กระเตื้องเหตุพิษเศรษฐกิจโลก ส่วนญี่ปุ่นและอินเดี

 ดร.จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา ผู้อำนวยการสำนักเอเชีย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยในการสัมมนาการเตรียมความพร้อมต่อการรองรับการเปิดตลาดการค้าเสรีและความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับประเทศคู่เจรจาในกลุ่มประเทศอาเซียน จัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ จ.เชียงใหม่ วันนี้ (29 มกราคม) ว่า ปัจจุบันประเทศไทยและอาเซียนมีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีและความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยกับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้รวมกว่า 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดียและเอเชียใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

 นอกจากนี้ ยังมีกรอบความร่วมมือที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ทั้งกรอบอาเซียนบวก 3 ระหว่างอาเซียนกับประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมถึงกรอบอาเซียน บวก 6 ระหว่างอาเซียน กับประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งในกรอบความร่วมมือนี้จะทำให้ขนาดตลอดครอบคลุมประชากรเกือบ 3,300 ล้านคน หรือกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก หากกรอบดังกล่าวประสบความสำเร็จประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐอเมริกาต้องจับตามองเป็นพิเศษ

 ทั้งนี้ การเปิดตลาดเสรีผู้ประกอบธุรกิจไทยเองจำเป็นจะต้องเรียนรู้และเข้าในถึงการดำเนินธุรกิจในประเทศคู่เจรจา โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อินเดียและเอเชียใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์เป็นอย่างมาก เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าอย่างเต็มที่และเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรอบความร่วมมืออาเซียน +3 ที่ตลาดประชากรจะมีกว่า 2,000 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรโลก

 ดร.จักรกฤษณ์ กล่าวว่า กรอบดังกล่าวโครงการเด่นที่เกิดขึ้นได้แก่ Chiangmai Initiative ซึ่งเป็นความร่วมมือการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนและทำตลาดพันธบัตรเอเชีย ทั้งนี้คาดว่ากรอบดังกล่าวจะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 1.9% โดยอาเซียนจะได้รับประโยชน์มากกว่าคู่เจรจา และในส่วนของประเทศไทยเองคาดว่าจีดีพีจะเพิ่มขึ้น 7% และในส่วนของกรอบความร่วมมืออาเซียนบวก 6 จะทำให้มีประชากรกว่า 3,000 ล้านคน หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรโลก

 ส่วนกรอบความร่วมมืออาเซียนบวก 6 นี้ได้มีความเห็นชอบร่วมกันให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ครอบคลุมด้านการเปิดตลาดการค้า สินค้า บริการ และการลงทุน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ความร่วมมือการเกษตร อุตสาหกรรม พลังงาน ไอซีที สิ่งแวดล้อม และเอสเอ็มดี โดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ผลักดันเพื่อคานอำนาจกับประเทศจีน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่นยังได้มีการสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจอาเซียนและเอเชียตะวันออก และผลักดัน New Development Initiative เช่น อีส เอเชีย ควอริดอร์ และเทรด อินชัวแรนซ์ ทั้งนี้ คาดกว่ากรอบดังกล่าวจะทำให้จีดีพีจะเพิ่มขึ้น 2.1% โดยเอเชียจะได้รับประโยชน์มากกว่าคู่เจรจา และประเทศไทยจะมีจีดีพีเพิ่มขึ้น 7.3%

 ดร.จักรกฤษณ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับภาพรวมการเปิดข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) นั้นในส่วนของประเทศไทยกับประเทศจีนนั้นพบว่าปีที่ผ่านมาสถิติการค้าระหว่างสองประเทศลดต่ำลงจากปีก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากสภาพเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถชี้เป็นตัวเลขได้ว่าเป็นมูลค่าเท่าไหร่ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีการเก็บฐานข้อมูลตัวเลขที่ไม่ตรงกันต่างฝ่ายต่างยืนยันข้อมูลว่าขาดดุล

 ในส่วนของประเทศญี่ปุ่นนั้น ตั้งแต่มีการดำเนินการเมื่อกลางปี 2552 ก็ยังพบว่ามีการใช้สิทธิ์ด้านภาษีแต่ไม่มากนัก แต่เชื่อว่าในปีนี้จะเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะสินค้าประเทศอาหารแช่แข็ง ส่วนประเทศอินเดียที่มีการลดอัตราภาษีเหลือ 0% นั้นก็ยังใช้ประโยชน์ไม่มากเช่นกันแม้ว่าจะมีสินค้ากว่า 82 รายการที่ลดอัตราภาษีแล้วก็ตาม ทั้งนี้ ประเทศอินเดียถือว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ และสินค้าที่จะลดอัตราภาษีมีกว่า 4,700 รายการ จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการไทยเพื่อให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด