
ตบเท้าลาม'แม่ทัพ4'ลั่นทหารต้องมีวินัย
ทหารใต้ 4 เหล่าทัพ แสดงพลังปกป้องสถาบันทหาร พร้อมให้กำลังใจการทำงาน"อนุพงษ์" แม่ทัพภาค 4 ลั่นทหารต้องมีระเบียบวินัย เชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา ด้าน"ประวิตรชี้เสธ.แดงเป็นตัวอย่างไม่ดี ย้ำทำตามกฎหมาย ยัน จปร.31 เคลื่อนไหวเป็นความเห็นส่วนตัว
(28ม.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ หน้าศาลาพิณประเสริฐ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภ. 4 สน.) พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางมาเป็นประธานพิธีรวมพลังเพื่อปกป้องสถาบันทหาร พร้อมทั้งร่วมให้กำลังใจ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารในทุกระดับ ในการต่อสู่ยืนหยัด ในการป้องกันเกียรติภูมิของทหาร และปฎิบัติงานตามแนวทางของคำขวัญกองทัพบก คือ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน โดยมีนายทหารระดับสูง และเจ้าหน้าที่ทหาร 4 เหล่าทัพ เข้าร่วมพิธีรวม 350 นาย
พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาค 4 เปิดเผยว่า ครั้งนี้ทุกคนมาร่วมแสดงจุดยืนว่าจะยึดมั่นสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และที่สำคัญทหารทุกนายจะเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา หลังจากที่ผ่านมามีบางราย ที่ก้าวร้าว และปฎิบัติไม่อยู่ในกรอบของทหาร จึงได้มีการรวมตัวเพื่อให้กำลังใจผู้บัญชาการทหารบกครั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ ได้รับการดูแลจากท่านอย่างดี รวมทั้งเป็นการยืนยันว่าทหารทุกนายในพื้นที่มีความจงรักภักดี และยึดมั่นระเบียบของทหาร และที่สำคัญยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการเคลื่อนไหวของนายทหาร จปร.31 ที่จะตบเท้าให้กำลังใจผู้บัญชาการทหารบกที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ว่า ยังไม่ได้รับข่าวเรื่องการตบเท้าของทหาร ทั้งนี้เห็นว่าเป็นการแสดงความคิดเห็น คงไม่มีการรวมตัวถึงขนาดนั้น อย่าไปพูดว่าจะมีการรวมตัวของผู้บังคับหน่วย แต่จะเป็นเรื่องของแบบธรรมเนียมทหาร เขาคงจะให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแบบธรรมเนียมทหารรักษาแบบธรรมเนียมทหารไว้ให้ได้ กฎระเบียบของกองทัพ ทั้งนี้ผู้บังคับบัญชา และ ผู้ใต้บังคับบัญชาปกครองกันเพื่อที่จะให้ไปดูแลประเทศชาติ และดูแลคนส่วนใหญ่อธิปไตยของชาติ
เมื่อถามว่า การแสดงออกของผู้บังคับหน่วยสามารถทำได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องการชี้ให้เห็นในเรื่องระเบียบวินัยของทหาร อย่าไปพูดถึงเรื่องการชุมนุมมันเป็นคนละเรื่องกัน เมื่อถามว่า การแสดงพลังลักษณะแบบนี้ไม่เกิดขึ้นในกองทัพ การกระทำแบบนี้อาจจะเป็นตัวอย่างไม่ดี พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า การเคลื่อนไหวเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวก็รู้ไม่ต้องพูดถึง
เมื่อถามถึงเรื่อง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก มาโทษยินดีจะให้อภัยหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่จะต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน ทุกอย่างตนทำตามกฎหมาย และระเบียบแบบธรรมเนียมของทหาร และที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้เราทำตามขั้นตอนทั้งนั้น ไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่างหรือพิเศษ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องทำตามกฎหมาย ไม่อย่างนั้นกองทัพอยู่ไม่ได้
เมื่อถามว่า หาก พล.ต.ขัตติยะ มาขอโทษจะยกโทษให้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องของขั้นตอนการดำเนินการ ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ตนไม่เป็นห่วง เพราะได้ชี้แจงรายละเอียดไปหมดแล้ว ทั้งนี้การรวมตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงเพียงแค่สอบถามคงไม่มีปัญหาอะไรมากมาย หากมีข้อสงสัยอะไรก็ถามได้ ทั้งนี้เชื่อว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย และขณะนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ไม่ได้ปรึกษาหารือถึงสถานการณ์การเคลื่อนไหว
เมื่อถามว่า เหตุใดช่วงนี้ถึงมีคนถามเรื่องการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นมาก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนอยากถามกลับว่าทำไมถึงมาถามเรื่องนี้ เพราะเรื่องความมั่นคงไม่เคยพูดกันในเรื่องนี้
เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่มีเหตุการณ์การปฏิวัติเกิดขึ้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า จะให้ตนบอกว่าไม่ปฏิวัติ ตนก็บอกไปแล้ว พล.อ.อนุพงษ์ ก็ได้พูดไปแล้ว ตนถือว่าจบไปแล้ว พูดทุกวันไม่รู้จะพูดทำไม
เมื่อถามว่า จะฝากอะไรไปถึงคนที่ปล่อยข่าวเรื่องกระแสข่าวปฏิวัติ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อย่าไปโทษว่าใครปล่อยข่าว เพราะไม่รู้ว่าใครปล่อยข่าว แต่เรื่องนี้ตนคิดว่าไม่ดีหรอกอย่าไปพูด เพราะทำให้เศรษฐกิจ และภาพรวมต่าง ๆ ของประเทศค่อนข้างไม่ค่อยดี ซึ่งทางผู้บังคับบัญชาทั้งหลายก็ออกมาพูดแล้วว่าไม่มี
เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี เดินทางไปต่างประเทศได้ฝากให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดูแลเรื่องอะไรเป็นพิเศษ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี เราทำตามระเบียบทำตามกฎหมาย ทุกอย่างทำตามขั้นตอน ตนคิดว่าไม่มีอะไรที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นกระแสข่าวเท่านั้น ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจ ตนคิดว่าทั้งหมดเป็นเรื่องของการข่าวที่พูดกันไป
เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์มีมติสวนทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคร่วมรัฐบาลจะทำให้เกิดปัญหาหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องการเมืองตนตอบไม่ได้ ต้องไปถามนายกรัฐมนตรี
เมื่อถามว่า ประเมินว่ารัฐบาลจะอยู่ถึงสิ้นปี 2553 หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนประเมินไม่ได้ เพราะตนไม่ได้เป็นนักการเมือง ตนไม่ทราบ
ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยรับมือการที่กลุ่มเสื้อแดงจะไปชุมนุมหน้า บก.ทบ.ในวันที่ 29 ม.ค. ว่า ตนยังใช้มาตรการปกติธรรมดาอยู่ เขาจะมาขชุมนุมโดยสงบไม่มีอาวุธก็ชุมนุมไป แต่ถ้าบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการและไปทำความเดือดร้อนให้ประชาชนหรือไปทำลายทรัพย์สินของทางราชการเสียหายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว
เมื่อถามว่า เบื้องต้นจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลเป็นหลักหรือให้ทหารออกมาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน นายสุเทพ กล่าวว่า ดูตามสถานการณ์ถ้าดูแลสถานการณ์ธรรมดาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดูแลไป ถ้าดูว่าตำรวจรับมือไม่พอ ก็ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทหารเพราะตนได้ขอมติครม.ไว้ให้เรียบร้อยแล้วถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามในกรณีของกองทัพบกเขาก็มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของกองทัพบกอยู่
เมื่อถามถึงกรณีที่มีทหารออกมาแสดงพลังปกป้องกองทัพและพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กลัวหรือไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นประเด็นที่ถูกนำไปขยายผล นายสุเทพ กล่าวว่า กรณีเรื่องเสธ.แดงกับกองทัพ เสธ.แดงก็พูดมาทุกวัน คนในกองทัพเขาก็อยู่เฉยๆ เงียบ แต่ว่าท่าทีของเสธ.แดงที่ปรากฏต่อสาธารณชน ทำให้คนตั้งคำถามว่าในกองทัพเรื่องระเบียบวินัยเป็นอย่างไร เมื่อกำลังพลส่วนหนึ่งในกองทัพเกิดความรู้สึกว่าสิ่งที่เสธ.แดงไปทำ ทำให้เสียหายต่อชื่อเสียงและภาพพจน์ของกองทัพ เขาก็ต้องออกมาแสดง เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มั่นใจว่ากองทัพยังเข้มข้นในเรื่องระเบียบวินัย ความสามัคคีของหมู่คณะ มีเพียงบางคนเท่านั้นที่แตกออกไป
เมื่อถามว่า แต่เรื่องนี้บางส่วนก็มองว่าเป็นเรื่องของตัวบุคคลจากเรื่องความไม่เป็นธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่เรื่องของสถาบันหรือกองทัพ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า เราเป็นคนนอกกองทัพวิพากษ์วิจารณ์กันไปตามพื้นภูมิความเชื่อความคิดของแต่ละคน แต่คนในกองทัพเขาก็คิดไม่เหมือนกับเรา เมื่อถามว่า ในฐานะที่ระบุว่าทำงานใกล้ชิดผู้นำเหล่าทัพการแสดงพลังของทหารในขณะนี้เป็นสงครามจิตวิทยา เพื่อข่มขู่หรือปรามประชานบางส่วนไปในทีหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าในเจตนารมณ์ที่แท้จริงคนจะมองอย่างไร แต่ให้ตนมองตนเห็นว่าบรรดาผู้ที่ออกมาแสดงพลังตามที่เป็นข่าวเมื่อวันที่ 27 ม.ค. เขาก็ทำอยู่ในกรอบกฎเกณฑ์กติกา ไม่ได้ไปข่มขู่ใคร ตนรู้จักนายทหารที่เป็นผู้นำทหารเหล่านี้เคยทำงานร่วมกันท่านตอนที่เกิดเหตุการณ์ที่เสื้อแดงมาก่อจลาจลเมื่อตอนสงกรานต์ ตนทราบว่าท่านเป็นทหารอาชีพ เป็นคนจริงจัง ที่ทำนั่นคงไม่ได้เจตนาขู่ แต่รู้สึกอย่างนั้นก็แสดงออกกันอย่างนั้น
เมื่อถามว่า ไม่ใช่เพราะกองทัพมีความแตกแยกเกิดขึ้นหรืออย่างไร เพราะมีบุคคลกลุ่มนั้นกลุ่มนี้กลุ่มการเมืองเข้าไปแทรก นายสุเทพ กล่าวว่า ตนมั่นใจและขอเรียนไปยังพี่น้องประชาชนว่าตนเชื่อมั่นในกองทัพยุคนี้ว่ามีเอกภาพ บรรดาผู้นำเหล่าทัพทั้งหลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตนทำงานกับท่านเหล่านั้นมาตนเห็นประสิทธิภาพ และตนได้ดูลึกลงไปถึงผู้บังคับบัญชาลำดับล่างๆ ลงไปก็มีเอกภาพชัดเจน ยืนยันได้เลยว่าเป็นยุคเดียวสมัยเดียวที่การเมืองไม่เคยเข้าไปแทรกแซงกองทัพเลย
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการสอบสวนการลอบยิงเอ็ม 79 เข้าไปที่บก.ทบ. ทำไมเรื่องจึงเงียบหายไป นายุสเทพ กล่าวว่า ไม่เงียบ เจ้าหน้าที่ตรำวจก็พยายามสืบสวนสอบสวนดำเนินการต่อไป กรณีที่ยิงจริงหรือไม่นั้นตนไปสอบถามแล้วก็มีการยิงจริง
เมื่อถามว่า แต่ทำไมไม่มีหลักฐาน จากการสอบถามชาวบ้านใกล้เคียงบริเวณนั้นก็บอกว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นายสุเทพ กล่าวว่า หลักฐานไม่ใช่เฉพาะเสียง ซึ่งการอยู่ในกรุงเทพฯเสียงปืนสักนัดอาจจะไม่ได้ยิน และบางทีมายิงตอนตีสามตีสี่ คนกำลังนอนหลับอยู่ใครจะไปรู้ พักนี้ก็มีการจุดพลุกันบ่อย เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.นางเลิ้งระบุว่าทางทหารไม่ยอมให้เข้าไปสอบสวนหาหลักฐาน จึงต้องปิดสำนวนไป นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าในที่สุดสำนวนเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ติดตามดูก็ได้แค่นั้นว่ามีร่องรอยของปืนเอ็ม 79 จริง แต่ว่ายิงเมื่อไหร่ เวลาไหนไม่ทราบ และตนก็ดูแล้วว่าเป็นเรื่องยากที่จะสืบสวนสอบสวนได้
เมื่อถามว่า ฝ่ายข่าวมีการประเมินเป็นห่วงว่าจะมีมือที่สามมาก่อเหตุหรือไม่ เพราะเป็นที่บก.ทบ. นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ห่วงมือที่สาม แต่เป็นมือที่เห็นๆ นี่แหละ อย่าไปใส่ความมือที่สามเลย เราก็ติดตามกันอยู่ทุกวัน ตนเชื่อว่าใครที่ทำหนีไม่พ้นเงื้อมมือกฎหมาย เราพยายามติดตาม ทั้งนี้ในระหว่างที่นายกฯจะเดินทางไปต่างประเทศระหว่างวันที่ 28-31 ม.ค. ท่านไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ เพราะทุกอย่างยังเป็นปกติอยู่ ยังไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ตนยืนยันว่าบ้านเมืองยังสงบเรียบร้อยดี รัฐบาลจะดูแลรักษาบ้านเมืองโดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาเที่ยงธรรม
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกออกมาให้ข่าวว่านายยงยุทะ ติยะไพรัช และนายจักรภพ เพ็ญแข คนใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯมีแผนเตรียมการลอบสังหารผู้พิพากษาองค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท นายสุเทพ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานข่าวเรื่องนี้ และเราคงไม่ยอมให้ใครคิดอ่านทำอย่างนั้น



