
ปูนใหญ่โกยกำไรปี52กว่า2.4หมื่นล.ตั้งเป้าปีนี้ยอดขายโต10%-เล็งลงทุน2หมื่นล้าน
ปูนซีเมนต์ไทยโชว์ปี 52 กวาดกำไรกว่า 2.4 หมื่นล้านเพิ่มขึ้น 45% แม้ยอดขายตก 19% คาดปีนี้ยอดขายโต 10% เตรียมงบลงทุน 2 หมื่นล้านบาท แบ่งลงทุนปิโตรเคมีหมื่นล้าน พร้อมเดินหน้าซื้อกิจการทั้งในและต่างประเทศ
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ปูนใหญ่ เปิดเผยว่า แม้ในปี 2552 ที่ผ่านมา ยอดขายสุทธิของบริษัทจะลดลง 19% จากปีก่อน แต่บริษัทและบริษัทย่อยยังมีกำไรสุทธิ 24,346 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยธุรกิจที่มีผลประกอบการดีขึ้น ได้แก่ ปิโตรเคมี กระดาษ และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจก็ลดลง ส่วนในปีนี้คาดว่ายอดขายของบริษัทจะมีการเติบโตประมาณ 10% แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่เท่าไหร่ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะดีขึ้น
สำหรับการลงทุนในปีนี้ บริษัทได้เตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนในโครงการปิโตรเคมี ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่มีปัญหา และลงทุนในการปรับปรุงเครื่องจักร 6 พันล้านบาท และที่เหลือลงทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและลดการใช้พลังงาน
นายกานต์ กล่าวถึงแผนการซื้อกิจการธุรกิจทั้งในและต่างประเทศว่า ภายในไตรมาสแรกปีนี้ น่าจะสรุปได้ประมาณ 1 รายว่าจะตกลงซื้อกิจการหรือไม่ โดยรูปแบบการซื้อกิจการรอบนี้ไม่ได้เป็นการซื้อของถูก เพราะธุรกิจที่เข้าไปดูส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหา โดยเฉพาะผู้ประกอบการในแถบอาเซียน ซึ่งเป้าหมายของการซื้อกิจการก็เพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจหลักของบริษัท หากการเจรจาจบคาดว่าจะใช้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นเงินลงทุนต่างหากจากงบลงทุนปกติ
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดปี 2552 ในอัตราหุ้นละ 8.50 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 10,200 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 42% ของกำไรสุทธิของงบการเงินรวม ทั้งนี้บริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 3.50 บาท เป็นเงินประมาณ 4,200 ล้านบาท
ด้านนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงกรณีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับโครงการในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง 64 โครงการเป็นการชั่วคราว ในจำนวนนี้มี 18 โครงการที่เป็นโครงการกลุ่มบริษัท คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 57,500 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการของบริษัทร่วมทุน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือนเพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ที่ภาครัฐประกาศออกมา เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67 วรรคสอง
นายรุ่งโรจน์ กล่าวต่อว่า ในโครงการที่ถูกระงับอยู่ 18 โครงการนั้น ตามประมาณการของบริษัทจะมีประมาณ 4-5 โครงการที่จะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ แต่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าเป็นมูลค่าเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามแม้จะถูกระงับ 18 โครงการแต่ทางกลุ่มไม่ได้มีปัญหาด้านการเงิน และพันธมิตรร่วมทุนก็เข้าใจพร้อมที่จะร่วมมือกันต่อไปไม่มีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน เพราะปัจจุบันบริษัทมีเงินสดในมือกว่า 28,900 ล้านบาท



