
การเมืองป่วนตลาดนักลงทุนตื่นทิ้งหุ้นหนีร่วง11จุด
นักลงทุนผวาการเมืองร้อน เทขายหุ้นฉุดดัชนีทรุดอีก 11 จุด "ภัทรียา" รับปัญหาการเมืองเป็นประเด็นหลัก เตือนนักลงทุนอย่าตื่นติดตามข้อมูลใกล้ชิด ขณะที่ "ไตรรงค์" ยอมรับข่าวยุบสภาป่วนหุ้น
ดัชนีหุ้นไทยเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ร่วงลงหลุดแนวรับ 700 จุด ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญ จากปัจจัยการเมืองและการแก้ปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดที่ยังล่าช้า โดยดัชนีปิดที่จุดต่ำสุดของวันอยู่ที่ระดับ 690.46 จุด ลดลง 11.20 จุด ทั้งนี้ นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 442.55 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 526.71 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 274.52 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนภายในประเทศซื้อสุทธิ 1,243 ล้านบาท
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ ยอมรับว่าประเด็นการเมืองภายในประเทศยังเป็นตัวแปรหลักที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งนักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิดและมีสติ ขณะที่การซื้อขายให้ดูต้นทุนของตัวเองหรือลงทุนระยะยาว เพราะในช่วงที่หุ้นผันผวน การลงทุนเพื่อรับปันผลก็เป็นการป้องกันความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง
ด้านนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความผันผวนของตลาดหุ้นไทยว่า เมื่อมีกระแสข่าวการยุบสภาก็เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ที่จะมีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในลักษณะนี้ก็ทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วน ส่วนการที่นักวิเคราะห์ของตลาดหลักทรัพย์ระบุว่านับจากนี้ไปเป็นการถอยหลังของอายุรัฐบาลนั้น คิดว่าคงไม่ใช่ เพราะตนรู้จักกับผู้ใหญ่ในพรรคการเมืองทุกพรรคสถานการณ์ไม่ได้มีอะไรรุนแรงอะไรขนาดนั้น
นายเอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวในงานสัมมนา "เกาะติดวิกฤติเศรษฐกิจ วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้น ปี 2553" ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจในปีนี้ยังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง 10 ปัจจัย แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ที่มีความไม่แน่นอน และผลกระทบจากปัญหาการชะลอการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งหากแก้ไขไม่สำเร็จ ในกรณีเลวร้ายที่สุด จะกระทบทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) หดตัว 2% จากที่คาดว่าจะขยายตัวะ 3% จะเหลือเพียง 1% จึงต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขณะที่นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือนกุมภาพันธ์มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง โดยปัจจัยภายในคือ ปัญหาการเมือง และการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง รวมทั้งปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง จากประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็จะทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ



